“พม.”ทำงานเชิงรุก-แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำปชช. สร้างสวัสดิการสังคม ภายใต้โครงการ Family Data

16.03.18 | 16:29 น.

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนไทยในปัจจุบันเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะถือเป็นต้นเหตุสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาต่างๆ ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการพัฒนาประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้มีนโยบายและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในภาพรวมของประเทศ เพื่อให้การพัฒนาประเทศพ้นจากการเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่เป็นที่ปรากฏว่ายังมีประชาชนกลุ่มคนจนอีกจำแปบนะคะนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่รัฐจัดให้

จากตัวเลขที่กระทรวงการคลังดำเนินการโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐของรัฐบาลในปี 2559 – 2560 เพื่อมุ่งจัดสวัสดิการและการบริการทางสังคมให้แก่ผู้ลงทะเบียนซึ่งเป็นกลุ่มผู้ว่างงาน หรือผู้มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 14.1 ล้านคน ผ่านกระบวนการกลั่นกรองคงเหลือ 11.4 ล้านคน (5.26 ล้าน ครัวเรือน) และเพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ในฐานะหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีภารกิจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคม สร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคในสังคม จึงสานต่อนโยบายของรัฐบาลเชิงรุก จัดทำ “โครงการ Family Data เปิดประตูเยี่ยมบ้านสร้างสะพานสู่สวัสดิการ ประจำปีงบประมาณ 2561” ที่มุ่งสร้างโอกาสการเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐ และให้ความช่วยเหลือด้วยกระบวนการทางวิชาชีพในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายอย่างยั่งยืน

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ดำเนินการโครงการ Family Data ด้วยงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 โดยไม่ได้รับเพิ่มจากรัฐบาลตามที่ได้ขอรับการสนับสนุน เป็นโครงการที่ต่อยอดจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ช่วยเหลือเรื่องค่ารถ ค่าอุปโภคบริโภค โดยทำงานแบบบูรณาการ การทำงานระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวงและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ในรูปแบบของ ทีม “One Home” ซึ่งประกอบไปด้วย นักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนาสังคม จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัด สถานคุ้มครองและศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัด สถานสงเคราะห์ฯ นิคมสร้างคนเองฯ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผ่านการอบรมแนวทางการให้ความช่วยเหลือตามกระบวนการ Case Management : CM พร้อมมีคู่มือแนวทางการดำเนินงานโครงการ มาแล้วจากส่วนกลาง ในการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อเก็บข้อมูลผู้ลงทะเบียนฯ ด้วยแบบฟอร์มที่จัดทำขึ้นเพื่อค้นหาสภาพปัญหาและวางแผนแก้ไขปัญหาในมิติด้านสังคม โดยจะพิจารณาให้การช่วยเหลือแก่กลุ่มเป้าหมายรายที่วิกฤตที่สุดก่อน คือ กลุ่มผู้ไม่มีรายได้ มีหนี้นอกระบบ หรือหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคในกลุ่มเป้าหมายตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 252,788 ครัวเรือน ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2561 ได้คัดกรองเพื่อให้ความช่วยเหลือจำนวนทั้งสิ้น 126,394 ครัวเรือน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50 ของครัวเรือนที่ไม่มีรายได้ มีหนี้นอกระบบหรือหนี้เพื่ออุปโภคบริโภค

“ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ได้ส่งทีมลงพื้นที่แล้ว 19,200 ครัวเรือน 10% พบเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน 4,000 คน ซึ่งก็ได้มีมาตรการและแนวทางในการให้ความช่วยเหลือด้วยเงินอุดหนุนสงเคราะห์ และส่งประสานต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมเรื่องของการสร้างอาชีพเพื่อให้สามารถเข้าถึงงานและอาชีพได้มากขึ้น ทั้งนี้
เพื่อต้องการลดคนจนให้น้อยลง หรือคนจนที่มีความลำบากมากๆ มีหนี้นอกระบบ หนี้ครัวเรือน ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และลดช่องความเหลื่อมล้ำในการดำเนินชีวิตในสังคมให้น้อยลง”

Advertisement

ขณะเดียวกัน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ได้มีการจัดทำฐานข้อมูลด้านสังคมคู่ขนานไปกับโครงการ Family Dataฯ โดยมีการดำเนินการในชื่อว่า Social Map เพื่อบันทึกและเชื่อมโยงข้อมูลผู้ประสบปัญหาทางสังคมในภาพกว้างว่ามีอยู่จำนวนเท่าไร เป็นใครและอยู่ตรงไหนบ้าง มีสภาพปัญหาความเดือดร้อนอย่างไร และต้องการความช่วยเหลืออย่างไร ทั้งนี้ ในการเก็บข้อมูลสภาพปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งการดำเนินงานเชิงลึกของโครงการ Family Data หรือการเก็บข้อมูลในภาพกว้างของโครงการ Social Map ทางกระทรวง พม.จะใช้เป็นฐานข้อมูลด้านสวัสดิการในการให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริม และพัฒนาแก่กลุ่มเป้าหมายได้เร็วขึ้น ช่วยคนที่มีปัญหาได้ตรงจุดและลดการเลือกปฏิบัติได้

นอกจากนี้ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการอยู่ระหว่างการประสานงาน กับ DTAC ในการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารมาพัฒนาช่องทางการเข้าถึงประชาชนโดยการเชื่อมโยงและจัดส่งข้อมูลความรู้ หรือบริการสวัสดิการสังคมในด้านต่างๆ ให้แก่ผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน ผ่านระบบ SMS หรือ Line Official อีกทั้งประสานไปยังหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สถานประกอบการต่างๆ ที่มีการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างช่องทางให้กลุ่มคนดังกล่าวได้เข้ามามีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือ ทำให้เกิดการจับคู่ปัญหาความต้องการและการให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ให้และผู้รับ ซึ่งจะเป็นการตอบสนองต่อนโยบายประชารัฐที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศภายใต้กรอบแนวคิดประชารัฐอย่างแท้จริง

“วันนี้สวัสดิการต่างๆ ของรัฐครอบคลุมแล้ว เพียงแต่ว่าการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทำให้ประชาชนบางกลุ่มที่อยู่ห่างไกลไม่ได้รับสิทธิ หรือไม่ทราบว่าเขามีสิทธิอะไรบ้าง ดังนั้นโครงการนี้จะเป็นสื่ออย่างหนึ่งและเป็นเครื่องมือตัดสินใจของผู้บริหารในการดูภาพรวมเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาจากฐานรากต่อไป” พลเอก อนันตพร กล่าวทิ้งท้าย