‘ห้องเรียนเคมีดาว’ กับโอกาสในการเสริมศักยภาพเยาวชนไทยผ่านการเรียนวิทยาศาสตร์

17.03.18 | 13:45 น.

การเข้ามามีบทบาทของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นตัวเร่งให้ทุกๆ ประเทศในอาเซียน  ตระหนักและตื่นตัวในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้และมีคุณภาพเพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขัน อีกทั้งในขณะเดียวกันประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคประเทศไทย 4.0 อย่างเต็มตัว ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เป็นความท้าทายที่เรากำลังเผชิญอยู่ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขัน นั่นคือ การศึกษา โดยฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานของการต่อยอดการพัฒนาด้านนวัตกรรม และเป็นศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศ ซึ่งหากได้มีการพัฒนาองค์ความรู้นี้ให้แก่เยาวชนตั้งแต่แรกเริ่ม จะสร้างบุคลากรที่เข้มแข็งทั้งในเชิงความคิดและการปฏิบัติเพื่อสร้างความสำเร็จให้แก่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน

  

สำหรับกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย  มีเป้าหมายที่จะสร้างความสนใจและเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้กับครูและเยาวชนไทยในการเรียนวิทยาศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง จึงได้ร่วมกับสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ดำเนินการโครงการ “ห้องเรียนเคมีดาว” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นให้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ผ่านเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน (Small-Scale Chemistry Laboratory) เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนด้านวิทยาศาสาตร์และเคมีอย่างยั่งยืน

  

กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสนับสนุนการจัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านเคมีและเคมีประยุกต์ PACCON 2018 ที่จัดโดยสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ภายใต้แนวคิด “เคมีสู่อนาคตที่ยั่งยืน” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา   เปิดโอกาสให้วิทยากรรับเชิญจากเอเชียและประเทศต่างๆ อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา รวมถึงผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์   และในงานนี้บริษัทฯ ยังได้จัดการอบรม “Small-scale Chemistry Experiments in School and My Lab Kit” ซึ่งได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ Marie Du Toit จากมหาวิทยาลัย North-West ประเทศแอฟริกาใต้ มาให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน ซึ่งเป็นวิธีการเรียนการสอนที่เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับนำไปใช้บรรจุเป็นหลักสูตรการเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเมียนมาร์  และในการจัดกิจกรรมครั้งนี้มีตัวแทนครูจากประเทศเมียนมาร์มาเข้าร่วมพร้อมกับครูวิทยาศาสตร์ชาวไทย  โดยนาง Mon Mon Myint หนึ่งในครูจากประเทศเมียนมาร์ที่เข้าร่วมกิจกรรม Train-the-trainer กล่าวว่า “เทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนสามารถนำมาประยุกต์กับหลักสูตรการเรียนวิทยาศาสตร์ประเทศเมียนมาร์ได้เป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้เราอาจจะมีข้อจำกัดทางด้านการเรียนเคมีและการขาดแคลนเทคนิคใหม่ๆ ที่จะนำมาปรับใช้กับการสอน แต่เทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน ช่วยส่งผลดีกับทั้งครูผู้สอนและตัวนักเรียน เพราะผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน”

Advertisement

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรม Train-the-trainer ภายใต้โครงการ “ห้องเรียนเคมีดาว” ให้กับคุณครูครูวิทยาศาสตร์ต้นแบบของโครงการ เพื่อฝึกอบรมทักษะและเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน (Small-Scale Chemistry Laboratory) ให้ไปปรับใช้กับหลักสูตรการเรียนการสอนวิทยาศาตร์ภายในห้องเรียนของไทย และครูที่เข้าร่วมกิจกรรมยังได้ลงพื้นที่สอนเทคนิคฯ ให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนสองแห่งในจังหวัดสงขลาอีกด้วย

“เทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่เริ่มมีการนำมาปรับใช้สอนให้สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนวิทยาศาสตร์อย่างแพร่หลายมากขึ้นภายหลังการจัดตั้งโครงการ “ห้องเรียนเคมีดาว” ซึ่งในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านของเรา ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่สามารถทำได้ทั่วถึงที่สุด เพราะภายในระยะเวลาสี่ปีของการดำเนินโครงการ มีโรงเรียนที่ได้รับประโยชน์ทั้งสิ้นเกือบหนึ่งพันโรงเรียน และมีครูวิทยาศาสตร์ต้นแบบกว่า 60 คน ซึ่งจากการตอบรับที่ดี เราคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถขยายผลได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและยกระดับการศึกษาของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านวิทยาศาตร์และเคมี” ศ. ดร. ศุภวรรณ ตันตยานนท์ ผู้อำนวยการโครงการห้องเรียนเคมีดาว กล่าว

การเข้าร่วมการประชุม PACCON 2018 และกิจกรรม Train-the-trainer ที่ผ่านมาแสดงเห็นว่าหลายๆ ประเทศ ให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องเคมีและวิทยาศาสตร์อย่างยั่งยืน โดยจะเห็นได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมจากครูวิทยาศาตร์ประเทศเมียนมาร์ ที่เริ่มตระหนักถึงการพัฒนาการเรียนการสอนเรื่องวิทยาศาสตร์และเคมีมากยิ่งขึ้น ดังนั้นสำหรับประเทศไทย ควรตระหนักถึงการพัฒนาเยาวชนและการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ ท่ามกลางการพัฒนาของภูมิภาคอาเซียน กระแสการแข่งขันด้านการศึกษาจากทั่วทุกมุมโลก และการเปิดเสรีด้านการศึกษา การเสริมสร้างบริการด้านการศึกษาที่ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างมาตรฐานที่ดีของระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะด้านองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อให้เด็กไทยมีความสามารถก้าวไกลในระดับนานาชาติ