เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ร่วมกันเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน ระหว่าง สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) หรือ GISTDA และ สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.)
โดย ดร.คณิศ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความร่วมมือของ สกรศ. และ GISTDA ในครั้งนี้ไว้ดังนี้ ‘ จุดที่ทาง EEC ต้องการจาก GISTDA มี 3 ประเด็นหลักๆ ประเด็นแรก คือ GISTDA กำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเรื่องอวกาศ ซึ่งทาง EEC นั้นต้องการให้ทาง GISTDA ดูแลและพัฒนาในด้านนี้ โดยมุ่งหวังว่าเทคโนโลยีด้านอวกาศจะเป็นตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในอนาคต ประเด็นที่ 2 เนื่องจาก GISTDA เป็นผู้ดูแลและจัดทำข้อมูลแผนที่ทางอวกาศ โดย EEC ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ทางเศรษฐกิจของ EEC ในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนา ประเด็นที่ 3 พื้นที่ของ EEC นั้น ยังประสบปัญหาอยู่หลายเรื่อง ซึ่งข้อมูลจาก GISTDA ที่เคยสำรวจไว้ในอดีตสามารถช่วยทำให้ EEC วางแผนและแก้ปัญหาได้อย่างดี ยกตัวอย่างเช่น ตอนพื้นที่ EEC ถูกน้ำท่วม เราสามารถระบุได้ว่า ปัญหานั้นเกิดขึ้นนั้นเพราอะไร และจะแก้ปัญหาจากส่วนไหน ซึ่งประเด็นทั้ง 3 นี้ เป็นจุดที่ทำให้ทาง GISTDA และ EEC ตัดสินใจทำงานร่วมกัน อนึ่งเพราะข้อมูลระดับมหภาคมีเพียง GISTDA ที่น่าเชื่อถือที่สุด อีกทั้ง EEC กำลังจัดตั้งทีมเพื่อพัฒนาและศึกษาข้อมูลร่วมกับ GISTDA เพื่อไปสร้างประโยชน์ในด้านอื่นๆได้อีกด้วย ซึ่งเป็นที่มาของการลงนามสัญญาร่วมมือในครั้งนี้
ทางด้าน ดร.อานนท์ นั้นกล่าวถึงบทบาทของ GISTDA ในการทำงานในเขตพื้นที่ของ EEC รวมถึงแผนการทำงานร่วมกับ สกรศ. ว่าสิ่งที่ GISTDA ศึกษามาตลอดคือการใช้ดาวเทียมติดตามสถานการณ์ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ ซึ่งจะต้องใช้ทั้งความละเอียดในด้านพื้นที่และเวลา ในการสร้างแผนที่ในลักษณะไดนามิก อย่างไรก็ตาม GISTDA ไม่ได้ร่วมมือกับ สกรศ. เพียงอย่างเดียว แต่ สกรศ. จะเปรียบเสมือนหน่วยงหลัก ที่จะเป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับกระทรวง ทบวง กรม และชุมชนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และภาคอุตสาหกรรมทั้งหลายในพื้นที่ EEC
โดยทาง GISTDA จะออกแบบ Platform ที่เราเรียกว่า Actionable Intelligent Policy ที่จะใช้ในการรวบรวมข้อมูลต่างๆ และนำมาจัดการนโยบายที่มีอยู่มากมาย รวมมูลค่าหลายล้านล้านบาท ซึ่งรวมถึงความยั่งยืน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและนอกพื้นที่ ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นปัญหาใหญ่ เพราะประชาชนเข้าไม่ถึงข้อมูลสำคัญจากภาครัฐ ซึ่งหลังจากการลงนามสัญญาครั้งนี้ ทาง GISTDA และสกรศ. หวังว่าจะร่วมกันนำเทคโนโลยี มาพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ EEC เพื่อให้ก่อประโยชน์ในระดับชาติยิ่งขึ้นไป







