กรมควบคุมโรค ย้ำเตือนผู้ปกครอง “หน้าร้อน-ปิดเทอมใหญ่” ระวังเด็กจมน้ำเสียชีวิต แม้เป็นสระน้ำพลาสติกเป่าลมก็อย่าชะล่าใจ อย่าปล่อยให้เด็กเล่นน้ำตามลำพัง

26.04.18 | 17:06 น.

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ย้ำเตือน “หน้าร้อน-ปิดเทอมใหญ่” ระวังปัญหาเด็กจมน้ำเสียชีวิต ขณะที่ข้อมูล ปี 2561 ระบุตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.–10 เม.ย.พบเด็กจมน้ำเสียชีวิตแล้วถึง 42 ราย เฉพาะช่วงปิดเทอมใหญ่เดือน มี.ค.ถึงปัจจุบันพบเด็กจมน้ำเสียชีวิต 29 ราย แนะผู้ปกครองต้องดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยให้ชวนกันไปเล่นน้ำกันเอง แม้เป็นสระน้ำพลาสติกเป่าลมก็อย่าชะล่าใจปล่อยให้เด็กเล่นน้ำตามลำพัง

 นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไทยเสียชีวิตสูงเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนและปิดเทอมใหญ่ 3 เดือน (มีนาคม-พฤษภาคม) ซึ่งเป็นช่วงที่มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุดเช่นกัน จากข้อมูลปี 2560 ที่ผ่านมา พบเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิต 708 ราย โดยเป็นการจมน้ำเสียชีวิตในช่วงปิดเทอมใหญ่ถึง 254 ราย หรือร้อยละ 35.9 และเด็กที่จมน้ำส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5-9 ปี (ร้อยละ 48.4) และสาเหตุการจมน้ำในช่วงปิดเทอมใหญ่เนื่องจากเด็กชวนกันไปเล่นน้ำกันเอง

โดยพบว่าเดือนพฤษภาคม เมษายน และมีนาคม ปีที่ผ่านมา เด็กจมน้ำเสียชีวิตสูงสุด ใกล้เคียงกัน คือ 87, 84 และ 83 ราย ตามลำดับ และพบว่าอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำสูงสุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือ ภาคใต้ เห็นได้จาก 12 จังหวัดแรกที่มีจำนวนเด็กจมน้ำเสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา(31 ราย) อุบลราชธานี(30 ราย) สุรินทร์ ศรีสะเกษ(จังหวัดละ 26 ราย) สกลนคร(22 ราย) ขอนแก่น(20 ราย) อุดรธานี สงขลา บุรีรัมย์(จังหวัดละ 19 ราย) ปัตตานี ชัยภูมิ นครศรีธรรมราช(จังหวัดละ 16 ราย)

ในขณะที่ข้อมูลปี 2561 จากการเฝ้าระวังในเบื้องต้นของกรมควบคุมโรค พบว่าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.–10 เม.ย. 61 มีเด็กจมน้ำเสียชีวิต 42 ราย (จำนวนผู้เสียชีวิตเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 4-5 เท่า) ในจำนวนนี้พบผู้เสียชีวิตเป็นเด็กอายุ 10-14 ปีมากที่สุด (ร้อยละ 47.6) รองลงมาคือ 5-9 ปี (ร้อยละ 28.6) เฉพาะในช่วงปิดเทอมใหญ่ ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงปัจจุบัน ข้อมูลเบื้องต้นพบเด็กจมน้ำเสียชีวิตแล้ว 29 ราย

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ช่วงนี้อากาศร้อนประกอบกับยังอยู่ในช่วงปิดเทอมใหญ่ เด็กจะอยู่บ้านกับครอบครัว จึงขอย้ำเตือนไปยังผู้ปกครองว่าอย่าชะล่าให้ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยให้ชวนกันไปเล่นน้ำกันเองตามลำพัง และเพื่อความปลอดภัยของบุตรหลานจากปัญหาการจมน้ำเสียชีวิต กรมควบคุมโรคขอแนะนำดังนี้ 1.สำรวจแหล่งน้ำเสี่ยงรอบบ้าน ข้างบ้านในชุมชน และแหล่งน้ำธรรมชาติที่ห่างไกลจากผู้ใหญ่คอยดูแล 2.จัดการแหล่งน้ำเสี่ยงเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่เด็ก เช่น – ปักป้ายเตือน บอกถึงระดับความลึกของน้ำ หรือบอกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว (แหล่งน้ำที่เคยมีเด็กจมน้ำ) หรือสร้างรั้ว หรือฝังกลบหลุม/บ่อที่ไม่ได้ใช้ – จัดให้มีอุปกรณ์ช่วยคนตกน้ำที่หาได้ง่ายในชุมชนไว้บริเวณแหล่งน้ำเสี่ยง เช่น ถังแกลลอนเปล่า ขวดน้ำพลาสติกเปล่า ไม้เชือก 3.สอดส่องดูแลและแจ้งเตือนภัยในชุมชน เช่น ประกาศเตือนผ่านเสียงตามสายในชุมชน คอยตักเตือน เมื่อเห็นเด็กเล่นน้ำตามลำพัง 4.สอนให้เด็กรู้จักแหล่งน้ำเสี่ยงและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น 5.สอนให้เด็กรู้จักใช้อุปกรณ์ลอยน้ำได้ที่หาได้ง่าย เพื่อช่วยตัวเองหรือผู้อื่นเมื่อเกิดเหตุและนำติดตัวไปด้วยหากต้องเดินทางไปใกล้แหล่งน้ำ 6.สอนให้เด็กรู้จักใช้ชูชูชีพเมื่อต้องโดยสารเรือ 7. ผู้ปกครอง/ผู้ดูแลเด็กต้องดูแลเด็กตลอดเวลา เด็กเล็กต้องอยู่ในระยะที่ผู้ปกครอง/ผู้ดูแลเด็กมองเห็น แลสามารถเข้าถึงและคว้าถึงได้ 8.ชุมชน/ท้องถิ่น/สถานศึกษา ควรจัดให้เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไปได้เรียนวิธีการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด เช่น การลอยตัวในน้ำ การใช้อุปกรณ์ช่วยในการลอยตัว และรู้วิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง เพราะจากข้อมูลการสำรวจของสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรคพบว่าเด็กที่เรียนหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด จะมีความรู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ ทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำและทักษะการช่วยผู้ประสบภัยทางน้ำมากกว่าคนที่ไม่ได้เรียน 9.เน้นให้เด็กรู้วิธีการช่วยเหลือคนตกน้ำที่ถูกต้องโดยต้องไม่กระโดดลงไปช่วย ให้ยึดหลัก “ตะโกน โยน ยื่น” โดยการตะโกนเรียกผู้ใหญ่ หรือใช้อุปกรณ์โยนหรือยื่นให้ผู้ประสบภัย ซึ่งรวมถึงประชาชนทั่วไปหากพบเห็นคนตกน้ำไม่ควรกระโดดลงไปช่วย เพราะอาจจมน้ำพร้อมกันได้  แต่ขอให้ช่วยด้วยการใช้มาตรการ “ตะโกน โยน ยื่น” เช่นเดียวกัน 1.ตะโกน คือการเรียกให้ผู้ใหญ่มาช่วยและโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ 1669 2.โยนอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อช่วยคนตกน้ำเกาะจับพยุงตัว เช่น ถังแกลลอนพลาสติกเปล่า หรือวัสดุที่ลอยน้ำได้โดยโยนครั้งละหลายๆ ชิ้น และ 3.ยื่นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวให้คนตกน้ำจับ เช่น ไม้ เสื้อ ผ้าขาวม้า ให้คนตกน้ำจับและดึงขึ้นมาจากน้ำ

Advertisement

“สำหรับครอบครัวที่ซื้อสระน้ำพลาสติกเป่าลมใส่น้ำให้เด็กๆเล่นในบริเวณบ้าน ขออย่าชะล่าใจเห็นว่าเป็นน้ำตื้น ปล่อยให้เด็กเล่นตามลำพัง เพราะอาจทำให้เด็กจมน้ำเสียชีวิตได้เช่นกัน จึงขอแนะนำการใช้สระน้ำพลาสติกเป่าลม ดังนี้ 1.เลือกขนาดของสระน้ำเป่าลมให้เหมาะกับผู้ที่ใช้งาน เช่น ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ ควรเลือกสระที่มีความสูงไม่มาก เพื่อป้องกันการจมน้ำ โดยเลือกสระน้ำในระดับที่เด็กนั่งแล้วไม่จมน้ำหรือระดับอยู่ประมาณท้องของเด็กเมื่อนั่ง 2.กรณีเลิกใช้งานแล้ว ควรปล่อยน้ำออกจากสระให้หมด เพื่อป้องกัน การแอบไปเล่นของเด็กๆ 3.ไม่ปล่อยให้เด็กเล่นน้ำในสระน้ำพลาสติกตามลำพัง เพราะอาจเกิดการจมน้ำได้หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422” นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวปิดท้าย