กสก. ตั้งเป้า MOU ร่วมกับ 5 มหาวิทยาลัยใน 4 ภูมิภาค ผลักดันงานวิจัยพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทย

10.05.18 | 20:29 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งเป้า MOU ร่วมกับ 5 มหาวิทยาลัย 4 ภูมิภาค ผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ขับเคลื่อนภาคการเกษตร หวังส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถใช้งานวิจัยเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยในการประกอบอาชีพให้มีความทันสมัยตอบโจทย์การทำเกษตรกรในยุคนี้ได้อย่างยั่งยืน

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำเกษตรให้เพิ่มมากขึ้น กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรให้มีการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร จึงได้จับมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ได้แก่ ภาคกลาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาคใต้  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  โดยมีแผนที่จะพัฒนางานวิจัยร่วมกัน รวมทั้งมหาวิทยาลัยจะเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับเกษตรกร และนำผลงานวิจัยที่มีอยู่มาปรับปรุงให้เหมาะสมกับการทำเกษตรในยุคปัจจุบัน เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

สำหรับการลงนามร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการไปเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตั้งเป้านำงานวิจัยที่สามารถขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติได้ทันที 5 เรื่อง ดังนี้

1. การพัฒนาเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่และสถาบันเกษตรกร ให้สามารถก้าวไปสู่     การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร (การเขียนแผนธุรกิจด้านการเกษตร การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร)ดำเนินการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิต การแปรรูป การตลาด และการบริหารจัดการ รวมทั้ง   การสร้างแรงจูงใจ ทัศนคติ และแนวคิดสร้างสรรค์

Advertisement

2. โรงเรือนอัจฉริยะสำหรับเกษตรกรและการจัดการธาตุอาหารพืชแบบแม่นยำ การถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงเรือนอัจฉริยะสำหรับเกษตรกรและการจัดการธาตุอาหารพืชแบบแม่นยำของโครงการ ATC อิสราเอล

3. วิศวกรรมเพื่อการวิเคราะห์คุณภาพทุเรียน ได้แก่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการวิเคราะห์คุณภาพทุเรียนโดยใช้หลักการของเทคโนโลยีอินฟราเรดย่านไกล (เครื่องตรวจวันความแก่อ่อนของทุเรียน) แก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและการนำไปใช้ประโยชน์จริง

4. ชีวภัณฑ์ในการอารักพืช คือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการเกษตร เช่น บิวเวอเรียการผลิตแตนเบียน ตัวห้ำ ตัวเบียนให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรการพัฒนาโมเดลการพยากรณ์ศัตรูพืชอย่างยั่งยืน

5. เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเมล็ดพันธุ์ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนบุคลากร งานวิจัย และงานวิชาการด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและขยายพันธุ์พืชปลอดภัยและการตรวจวิเคราะห์โรค และการวิเคราะห์อื่นๆ

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนกรมส่งเสริมการเกษตร จะอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเพื่อนำไปขยายผลต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการศึกษาวิจัยร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ เทคโนโลยีทางการเกษตร เพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้จริงในภาคการเกษตรและให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร ตอบโจทย์รัฐบาลที่ต้องพัฒนาภาคเกษตรกร สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ภายใต้การใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยที่เหมาะสม เพื่อให้ประเทศพัฒนาไปสู่ความการทำเกษตรยุค 4.0 ได้อย่างแท้จริง

“อย่างไรก็ตามการดำเนินงานในโครงการดังกล่าว เกษตรกรจะได้รับประโยชน์สูงสุด โดยจะเกิดระบบการทำงานในพื้นที่อย่างชัดเจน เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่มีประโยชน์สูงสูดจากการลงพื้นที่ของทีมเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเกิดการทำงานในรูปแบบการบูรณาการในพื้นที่ สามารถตอบสนองการสื่อสาร 2 ทาง เกษตรกรได้รับการบริการอย่างตรงจุด ก่อให้เกิดการพัฒนาภาคการเกษตรให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายสมชาย กล่าว