นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า การเลี้ยงผึ้ง เป็นอาชีพทางการเกษตรที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ผลผลิตจากการเลี้ยงผึ้งนั้น โดยหลักจะเป็นน้ำผึ้ง ซึ่งนับว่าเป็นทั้งอาหารและยาจากธรรมชาติที่มีคุณค่าต่อมนุษย์มาแต่ครั้งอดีตกาล น้ำผึ้งจากการเลี้ยงมีได้หลายชนิด เช่น ลำไย ลิ้นจี่ป่า (คอนแลน) สาบเสือและงา เป็นต้น ในจังหวัดอุตรดิตถ์มีเกษตรกรที่เลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพหลักจำนวนมาก จากการสืบทอดต่อกันมาในครอบครัวและเครือญาติ ตลอดจนผู้คนในชุมชนเกิดความสนใจและมีการศึกษาเรียนรู้จนประกอบเป็นอาชีพได้ จึงพบว่าในจังหวัดอุตรดิตถ์มีเกษตรกรเลี้ยงผึ้งมากกว่า 100 ราย เมื่อนับเป็นจำนวนรังผึ้งแล้วมีมากถึง 24,000 รัง โดยเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงผึ้งอุตรดิตถ์ จำกัด และยังเป็นกลุ่มที่ได้เข้าร่วมระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในปี 2559 อีกด้วย

น้ำผึ้งที่ตลาดมีความต้องการมาก คือ น้ำผึ้งจากดอกลำไย เพราะมีรสชาติหวาน กลิ่นหอม สีใส จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค และเป็นน้ำผึ้งที่สามารถผลิตได้ปริมาณมากเมื่อเทียบกับน้ำผึ้งชนิดอื่นๆ ตลาดรับซื้อผลผลิตน้ำผึ้งจะมีเกณฑ์กำหนดราคา ได้แก่ ชนิดของน้ำผึ้ง ปริมาณ และคุณภาพ ซึ่งในด้านของคุณภาพนั้นแต่เดิมจะเป็นหน้าที่ของบริษัทผู้รับซื้อในการตรวจคุณภาพและส่งออกสินค้าไปยังประเทศเป้าหมาย แต่ในปัจจุบันได้มีการกำหนดว่าคุณภาพของสินค้านั้นต้องมีมาตรฐานที่ได้รับรองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบและน่าเชื่อถือนั้นก็คือ “มาตรฐาน GAP”
“มาตรฐาน GAP ถือเป็นแนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพที่ดี ปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค และไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยหลักการนี้ได้รับการกำหนดโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดย GAP ฟาร์มผึ้ง หรือชื่อเต็มคือ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มผึ้ง เป็นระบบการเลี้ยงผึ้งที่ดีและเหมาะสมในขั้นตอนการปฏิบัติของระดับเกษตรกร ว่าด้วยเรื่องขององค์ประกอบของฟาร์มผึ้ง การจัดการภายในฟาร์มผึ้ง การเลี้ยงผึ้ง การจัดการด้านสุขภาพผึ้ง และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์จากผึ้งที่มีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะและปลอดภัยต่อผู้บริโภค”นายอาชว์ชัยชาญ กล่าว

ด้าน นายมนัส เสียงก้อง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจะได้สิทธิ์ในการขอรับรอง GAP ฟาร์มผึ้ง ต้องผ่านการอบรมโดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานของภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดและสำนักงานปศุสัตว์เขต ศูนย์ฯ จึงได้ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุตรดิตถ์ ในการพัฒนาศูนย์ฯ ให้เป็นต้นแบบและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรได้เห็นถึงความสำคัญ จึงได้จัดอบรมถ่ายทอดความรู้ “การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มผึ้ง” ให้กับเกษตรกรในจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดใกล้เคียง และเป็นผู้ให้คำปรึกษา และอำนวยการสำหรับการปรับปรุงระบบฟาร์มและการผลิตให้ได้ตามเกณฑ์ข้อกำหนด เพื่อการขอตรวจรับรองต่อไป

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เริ่มดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับ GAP ฟาร์มผึ้ง ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งได้รับรอง GAP แล้ว จำนวน 68 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มีนาคม 2561) โดยประโยชน์จากผลการดำเนินงาน เกษตรกรจะได้ผลผลิตน้ำผึ้งที่มีความปลอดภัยและได้รับการตรวจสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ เกษตรกรมีความรู้และความเข้าใจ สามารถจัดการฟาร์มได้อย่างเป็นระบบ ในขณะที่กลุ่ม/องค์กร (สมาชิกแปลงใหญ่ / กลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงผึ้งอุตรดิตถ์ จำกัด) จะรวบรวมผลผลิตเกรด A เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองราคาสินค้า โดยปี 2559 จำนวน 300 ถัง (มูลค่า 16.3 ล้านบาท) ปี 2560 จำนวน 730 ถัง (มูลค่า 31.8 ล้านบาท) ผลผลิตมีคุณภาพได้ราคาที่สูงกว่าราคาปกติในท้องตลาด โดยในปี 2560 ราคาทั่วไป 136 บาท/กก. ราคากลุ่ม 148 บาท/กก. นอกจากนี้ ยังได้รับการคัดเลือกนำเสนอ “ความสำเร็จของแปลงใหญ่ จากมุมมองของเกษตรกร” ในเวทีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรสู่การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เมื่อวันที่ 21-22 กันยายน 2560 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

ปัจจุบันผลผลิตมีการเพิ่มมูลค่าโดยการบรรจุขวดจำหน่าย ขวดขนาด 700-750 มล. ราคาขวดละ 180-200 บาท โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ยังสามารถเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านการเลี้ยงผึ้งที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP โดยมีจุดเรียนรู้การเลี้ยงผึ้ง อุปกรณ์สาธิต และตัวอย่างโรงเรือนสำหรับเก็บอุปกรณ์ สามารถให้คำแนะนำแก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจทั่วไป สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 055-817-714 โทรสาร 055-817-910 ในวันและเวลาราชการ

