กรมควบคุมโรค เผยไข้หวัดใหญ่มักระบาดช่วงฤดูฝน ไม่ถึง 5 เดือนทั่วประเทศป่วย กว่า 4 หมื่นราย เสียชีวิต 5 ราย แนะกลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีนป้องกันทุกปี

25.05.18 | 15:13 น.

กรมควบคุมโรค เผย“โรคไข้หวัดใหญ่”มักระบาดในช่วงฤดูฝน ไม่ถึง 5 เดือนทั่วประเทศพบผู้ป่วยกว่า 4 หมื่นราย เสียชีวิตแล้ว 5 ราย ชี้โรคนี้ติดต่อกันง่าย เชื้อจะแพร่กระจายในอากาศจากการไอ จามของผู้ป่วย แนะประชาชนควรเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย และเลี่ยงสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ในขณะที่กลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคทุกปี

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่าขณะนี้ได้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว โรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝนก็คือ “โรคไข้หวัดใหญ่”โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสของระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากสภาพอากาศที่ชื้นแฉะในช่วงฤดูฝนจะเอื้อต่อการเจริญเติบโตและการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี ล่าสุดข้อมูลจากสำนักโรคติดต่อทั่วไป รายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ทั่วประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 18 พฤษภาคม 2561พบมีผู้ป่วยจำนวน 46,420 ราย อัตราป่วย 70.27 ต่อประชากรแสนคน และมีผู้เสียชีวิต 5 ราย เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา 3 ราย จังหวัดร้อยเอ็ด 1 ราย และจังหวัดอุดรธานี 1 ราย คิดเป็นอัตราตาย 0.01 ต่อประชากรแสนคน

การติดต่อโรคไข้หวัดใหญ่เกิดขึ้นได้ง่าย ติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งโดยตรงจากการหายใจเอาเชื้อไวรัสในฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย ที่ฟุ้งกระจายในอากาศจากการไอ จามรดกัน เข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุจมูกและปาก หรือติดต่อทางอ้อมโดยเชื้อไวรัสอาจติดมากับ มือ ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ฯลฯ ที่ปนเปื้อน น้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ป่วยแล้วสัมผัสถูกตาหรือจมูก ไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่เชื้อจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่งได้มากช่วง 3 – 7 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ ซึ่งทุกคนมีโอกาสรับเอาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้จากทุกสถานที่ โดยเฉพาะในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น โรงมหรสพ ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก รถโดยสาร โรงเรียน โรงงาน หรือโรงพยาบาล ค่ายทหาร เรือนจำ วัด และอาคารบ้านเรือนที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก และยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงเปิดภาคเรียน นักเรียนและเด็กเล็กอาจมีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อและป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ได้ง่ายจากการอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก ผู้ปกครองและครูควรสังเกตอาการเด็ก หากพบว่ามีอาการของไข้หวัดใหญ่ให้หยุดเรียนและพักรักษาจนกว่าจะหายเป็นปกติ เพื่อลดการแพร่กระจายโรคสู่ผู้อื่น

Advertisement

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่จะมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา อาการจะเริ่มหลังได้รับเชื้อ 1-4 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้แบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยร่างกาย อ่อนเพลียมากและอาจพบอาการคัดจมูก เจ็บคอ ถ้าป่วยเป็นระยะเวลานานอาจจะมีอาการไอจากหลอดลมอักเสบ บางรายมีอาการรุนแรง เนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือปอดบวม ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวแนะนำว่าเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ไว้แต่เนิ่นๆ ประชาชนควรหมั่นดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว ให้มีร่างกายเข็งแรง เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานโรคได้ดี โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก หลีกเลี่ยงความเครียด บุหรี่ สุราและยาเสพติด และระวังรักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผัก และผลไม้ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารและวิตามินเพียงพอ ระมัดระวังการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยการไม่คลุกคลีหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วยและล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ซึ่งมักมีการแพร่กระจายโรคได้มากขึ้น ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพราะการฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่ดีที่สุด มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดค่าใช้จ่ายและให้ความคุ้มค่าสูงมาก ซึ่งวัคซีนจะถูกผลิตใหม่ทุกปี เนื่องจากในแต่ละปี ไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกปีเพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสการนอนในโรงพยาบาล ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยผู้ที่มีโรคเรื้อรัง คือ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย มะเร็งที่กำลังให้เคมี บำบัด เบาหวาน ธาลัสซีเมีย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ)บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปหญิงมีครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไปผู้ที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัมขึ้นไป ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี

“นอกจากนี้ผู้ที่จะเดินทางไปในพื้นที่ที่พบการระบาดของโรค ควรรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1 เดือนก่อนการเดินทางเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ทันโดยสามารถขอรับบริการได้ที่สถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ หากประชาชนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค”โทร. 1422” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว