ภารกิจสำคัญของรัฐบาล โดยกระทรวงแรงงาน ต้องการให้คนไทยทุกคน มีหลักประกันชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐ โดยมีเป้าหมายสนับสนุนให้แรงงาน
นอกระบบกว่า 22 ล้านคน เข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคมให้มากที่สุด
โดยทางสำนักงานประกันสังคมได้รับนโยบายเร่งด่วนจาก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการให้แรงงานนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบให้มากที่สุด สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินกลยุทธ์ ทั้งการทำประชาสัมพันธ์เชิงรุก ลงพื้นที่รณรงค์ให้แรงงานนอกระบบเห็นถึงความสำคัญในการมีหลักประกันทางสังคม มีช่องทางให้เลือกหลากหลาย อีกทั้งรัฐบาลยังใช้มาตรการจูงใจ เพื่อสนับสนุน สามารถแบ่งได้เป็น 2 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย
เรื่องแรก การคืนสิทธิมาตรา 39 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา รัฐบาลออกกฎหมาย ให้ผู้ที่ขาดสิทธิการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 เนื่องจากการส่งเงินสมทบติดต่อกัน 3 เดือน และภายใน 12 เดือนส่งเงินไม่ครบ 9 เดือนติดต่อกัน สามารถมาขอคืนสิทธิได้ สำหรับระยะเวลาที่มาขอคืนสิทธิ ได้ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2561 และจะสิ้นสุดในวันที่ 19 เมษายน 2562
โดยข้อมูล ณ วันที่ 26 เมษายน 2561 มีผู้ที่เข้าข่ายมาขอคืนสิทธิจำนวน 777,228 คน ผู้ประกันตนในมาตรา 39 จะส่งเงินสมทบเดือนละ 432 บาท หรือประมาณ 15 บาทต่อวัน ได้รับความคุ้มครองมากถึง 6 กรณี ประกอบด้วย เจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ทุพพลภาพ ชราภาพ และตาย ยกเว้น ไม่มีเงินชดเชยการว่างงาน เนื่องจากไม่มีนายจ้าง
สิทธิประโยชน์ที่สำนักงานประกันสังคมจัดให้ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจ และสังคมอยู่ตลอดเวลา ล่าสุด มีการเพิ่มค่าฝากท้องอีก 1,000 บาท จากที่ให้เบิกค่าคลอดได้ 13,000 บาทต่อคน และเพิ่มสงเคราะห์บุตร จาก 400 บาท เพิ่มเป็น 600 บาท ต่อบุตร 1 คน ได้คราวละ 3 คน จนถึงอายุ 6 ปี ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นๆ ในมาตรา 39 ยังมีอีกมายมาย ที่สำคัญในระยะยาว มีเงินออมชราภาพด้วย จะช่วยส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนในมาตรา 39 ดีขึ้น

เรื่องที่ 2 การเพิ่มมาตรา 40 ทางเลือก 3 สำหรับแรงงานอิสระที่ไม่เคยมีนายจ้าง เช่น พ่อค้าแม่ค้า แม่บ้าน ชาวนา ชาวสวน คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รัฐบาลต้องการให้แรงงานเหล่านี้ เข้าถึงสวัสดิการทางสังคมด้วยเช่นกัน จึงคิดหาวิธีให้สามารถเข้ามาเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่มี 3 ทางเลือกในการส่งเงินสมทบ ตามกำลังในการหารายได้ของแต่ละคน
ทางเลือก 1 ผู้ประกันตนจ่าย 70 บาทต่อเดือน รับสิทธิประโยชน์ 3 กรณี ประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตาย
ทางเลือก 2 ผู้ประกันตนจ่าย 100 บาทต่อเดือน มีเงินออมสะสมเดือนละ 50 บาท รับสิทธิประโยชน์ 4 กรณี ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย และชราภาพ (รับบำเหน็จ) 50 บาท
และทางเลือก 3 เป็นทางเลือกใหม่ ผู้ประกันตนจ่าย 300 บาทต่อเดือน มีเงินออมเดือนละ 150 บาท
รับสิทธิประโยชน์ 5 กรณี ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย ชราภาพ (รับบำเหน็จ) และสงเคราะห์บุตร
เมื่อผู้ประกันตนประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ หากนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลรับวันละ 300 บาท ในกรณีไม่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่มีใบรับรองแพทย์ให้หยุดพัก ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป รับวันละ 200 บาท
เพิ่มสงเคราะห์บุตรคนละ 200 บาท คราวละไม่เกิน 2 คน ขยายเวลารับเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพเป็นตลอดชีวิต เพิ่มค่าทำศพเป็น 40,000 บาท เพิ่มบำเหน็จชราภาพเป็นเดือนละ 150 บาท ส่งเงินครบ
180 เดือน ให้เงินเพิ่มอีก 10,000 บาท
จะเห็นได้ว่าทางเลือก 3 มีจุดเด่น คือ เพิ่มสงเคราะห์บุตร เพิ่มค่าทำศพ มีบำเหน็จชราภาพ และมีเงินก้อนอีกส่วนหนึ่ง หากส่งเงินสมทบตามระยะเวลาที่กำหนด
อย่างไรก็ตามทั้งการคืนสิทธิมาตรา 39 และการเพิ่มมาตรา 40 ทางเลือก 3 ล้วนเป็นการสร้างแรงจูงใจให้แรงงานนอกระบบ เข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคม เข้าถึงสวัสดิการ มีหลักประกันชีวิตเป็นเป้าหมายของรัฐบาล ที่ต้องการให้แรงงานในประเทศทุกคนมีหลักประกันถ้วนหน้า เพราะรัฐบาลจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังนั่นเอง
มีปัญหาปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลได้ที่ www.sso.go.th หรือสำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศสายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่มีวันหยุดราชการ

