จากกรณีครูโรงเรียนเทศบาลเขียนสก๊อตเทปแปะหน้าอกลูกศิษย์วัย 8 ปี ติดค้างค่าเทอม 700 บาท จนผู้ปกครองไม่พอใจเห็นว่าครูทำเกินกว่าเหตุ ประจานลูกจนถูกเพื่อนล้อ จึงนำภาพโพสต์บนเฟซบุ๊ก ทำให้ชาวโซเชียลต่างพากันประณามการกระทำของครู กระทั่งนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงพร้อมสั่งย้ายครูรายนี้ไปช่วยราชการโรงเรียนข้างเคียง
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน หลังจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ส่งนักสังคมสงเคราะห์ ทีม One Home จ.เพชรบูรณ์ ลงพื้นที่สืบข้อเท็จจริงที่โรงเรียน และลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวของเด็กและผู้ปกครอง เมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้พบกับมารดาของเด็กอายุ 30 ปี ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป มีบุตรชาย 2 คน คนแรกอายุ 8 ปี กำลังศึกษาชั้น ป.2 ร.ร.เทศบาล 1 ซึ่งเป็นผู้ที่ปรากฏในข่าว และบุตรชายอีกคนอายุ 4 ปี มีพัฒนาการช้า และมีปัญหาด้านการสื่อสาร ต้องเข้ารับการรักษาที่ รพ.เพชรบูรณ์เป็นประจำ ส่วนบิดาของเด็กแยกทางกัน โดยนักสังคมสงเคราะห์ลงความเห็นว่า เด็กได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการเผยแพร่ข่าวดังกล่าว ปฏิเสธบุคคลที่ไม่รู้จักและไม่พร้อมที่จะพบปะคนแปลกหน้า ทั้งนี้ ทางนักสังคมสงเคราะห์ได้ให้คำแนะนำมารดาเกี่ยวกับการใช้สื่ออินเตอร์เน็ต ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับ 2) พ.ศ.2560 พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม
ด้านนางวรรณภา สุขคง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ความช่วยเหลือเบื้องต้น ได้ประสานกับนายกเทศมนตรีเมืองฯเพื่อขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับเด็กตามความจำเป็น ส่วนทาง สนง.พม.จังหวัดจะนำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม โดยขออนุมัติจ่ายเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือจำนวน 2,000 บาทให้แก่ครอบครัวเด็ก และยังประสานให้ศูนย์ประสานงาน อพม.เมืองฯเยี่ยมบ้านให้กำลังใจครอบครัวเด็กรายนี้อย่างต่อเนื่อง
“ตอนนี้สิ่งที่น่ากังวลคืออาการเด็กที่รับรู้และไม่อยากเห็นข่าวในทีวี ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นเด็กร่าเริง แต่เมื่อเกิดการกระทบกระเทือนจิตใจ ทำให้ไม่อยากพบคนแปลกหน้า ทางเจ้าหน้าที่เลยให้คำแนะนำแก่มารดาเด็กให้ปิดทีวีไปสักระยะหนึ่งก่อน ซึ่งเชื่อว่าระยะเวลาจะช่วยให้ผ่านวิกฤตในช่วงนี้ไปได้” นางวรรณภากล่าว
นางวรรณภากล่าวอีกว่า ด้านนายกเทศมนตรีมีคำสั่งให้ครูคู่กรณีไปช่วยราชการที่อื่นแล้ว แต่ว่าเหตุการณ์นี้ก็น่าจะเป็นบทเรียนให้กับโรงเรียนนี้ ซึ่งทางนักสังคมสงเคราะห์ได้ให้คำแนะนำแก่ครูเกี่ยวกับเรื่องของการดูแลเด็ก โดยขอให้ดูสังคมรอบด้านไม่ใช่การศึกษาอย่างเดียว


