เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่วิสาหกิจชุมชนน้ำดื่มเทพนาคา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการจัดกิจกรรมโครงการชวนคนเมืองปลูกข้าวตอน “นาข้าวอ่อนหวาน @อยุธยา” โดยมีนายวุฒิพงษ์ กะสินัง เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นประธานพิธี ร่วมด้วยเกษตรกรในพื้นที่และผู้ที่มาเข้าร่วมโครงการ โดยภายในงานมีการบอกถึงขั้นตอนการทำในเบื้องต้น พร้อมชมการแสดงที่สื่อถึงการทำนาจากนักเรียนใน จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนร่วมทำหุ่นไล่กาและร่วมกันว่านข้าวในแปลงนาที่จัดเตรียมไว้

นายวุฒิพงษ์ กะสินัง เผยว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการสร้างต้นแบบในการพัฒนากิจกรรมเชื่อมโยงการผลิตกับตลาด นำการปลูกข้าวมาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว เพิ่มการเรียนรู้ และพักผ่อน จุดประสงค์เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ชาวนามีรายได้เพิ่มมากขึ้น และเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้วิถีเกษตรและการปลูกข้าวที่ปลอดภัย
“ครั้งนี้มีพื้นที่นาเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 169 ไร่ ซึ่งข้าวที่นำมาปลูกเป็นข้าวพันธุ์ กข43 ที่มีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี เพื่อนำมาเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับคนเมืองได้ลงมือทำจริงตลอดฤดูกาลผลิตข้าวนาปี (มิถุนายน-พฤศจิกายน 2561) หลังจากจบทุกขั้นตอนแล้วก็จะได้รับข้าวสารจากพื้นที่กลับไปบริโภคอีกด้วย ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้มีให้เลือกลงทะเทียน 2 แบบ 1.ลงทะเบียน ไร่ละ 14,000 บาท จะได้ผลผลิตเป็นข้าวสารอย่างน้อย 200 กก. 2.สำหรับคนที่เน้นการเรียนรู้ ทำกิจกรรม อยากทดลองทำในพื้นที่เล็กๆ ก่อน ลงทะเบียนแบบพื้นที่ขนาด 1 งาน ค่าลงทะเบียน 3,500 บาท คาดว่าจะได้ข้าวสาร 50 กก.”

นายวรชันย์ หลักกรด เกษตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนน้ำดื่มเทพนาคา ต.ไทรน้อย อ.บางบาล มีเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 10 ราย ตอนนี้ทางชุมชนยังเปิดรับสมัครคนเมืองที่จะมาเข้าร่วมโครงการอยู่ตลอด โดยผู้ที่สนใจสมัครหลังจากนี้สามารถติดต่อได้ทางเฟซบุ๊ก MA THAM NA
“ชุมชนได้ร่วมมือกับทางหัวเหว่ย ในการติดตั้งโดรนเพื่อใช้ในการพ่นปุ๋ยที่ปลอดภัยต่อสัตว์น้ำและต้นข้าว พร้อมยังเตรียมสร้างแอพพลิเคชั่นที่มีประโยชน์ต่อคนเมือง และสามารถดูความเปลี่ยนแปลงของต้นข้าวโดยที่ไม่ต้องมาถึงพื้นที่จริง ถือเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับยุคเกษตร 4.0 และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนเมืองจะได้มาสัมผัสกับวิถีเกษตรกรที่ครบครันอย่างแน่นอน” นายวรชันย์กล่าว

น.ส.สุวรรณา ทะนาด เกษตรกรชาวนา ต.ไทรน้อย กล่าวว่า ได้นำพื้นที่นาเข้าร่วมกับโครงการนี้ 19 ไร่ ซึ่งสิ่งที่ได้รับจากงานนี้ คือเงินจากการจองพื้นที่นา โดยคนเมืองจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำนา 14,000 บาท โดยทางชาวนาจะได้จากส่วนนี้ 12,000 บาท ซึ่งตรงนี้ถือว่าได้มากกว่ารายได้หลักเสียอีก
“ต้องขอบคุณโครงการนี้ที่เข้ามาช่วยชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากพื้นที่นาของตนเองที่มีอยู่ ตอนนี้ยังมีแปลงนาที่ว่างอยู่เยอะ อยากจะเชิญชวนให้คนเมืองหรือคนที่อยากปลูกข้าวกินเอง เข้ามาร่วมในโครงการนี้เยอะๆ โดยท่านไม่ต้องกังวลในส่วนของขั้นตอนการปลูก เพราะทางชาวนาที่นี่จะช่วยดูแลผลผลิตของท่านอย่างดี” น.ส.สุวรรณากล่าว


