หน้าแรก ภูมิภาค ชาวระนองช้ำดิ...

ชาวระนองช้ำดินไหลทับบ้าน 10 กว่าวันวอนรัฐช่วยเหลือ

27.06.18 | 09:39 น.

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านว่า เกิดเหตุดินเลื่อนไหลทับบ้านได้รับความเสียหายตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้รับความช่วยเหลือเพียงกระเบื้องหลังคา และอิฐบางส่วน แต่ตัวบ้านยังซ่อมไม่เรียบร้อย และดินที่เลื่อนไหลยังกองค้างอยู่ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้านด้านล่าง

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านเลขที่ 92/13 ม.3 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง พบนางปราณี ชาญสมุทร อายุ 38 ปี เจ้าของบ้านเล่าให้ฟังว่า ตนอาศัยอยู่กับสามีและลูกอีก 2 คน โดยเมื่อคืนวันที่ 16 มิถุนายน ได้มีฝนตกต่อเนื่องและดินเลื่อนไหลมาจากเนินเขาทับบริเวณหลังบ้านของตน ทำให้บ้านพังเสียหาย และตนเองได้รับบาดเจ็บ ตอนเช้าได้ไปติดต่อกับทางเทศบาลตำบลกำพวน ทางเจ้าหน้าที่นำกระเบื้องมุงหลังคามาให้ 100 แผ่น โดยทางตนและญาติพี่น้องก็ต้องทำกันเอง เพื่อมุงหลังคากันฝนที่ตกลงมาเกือบทุกวัน แต่ก็ไม่มีความช่วยเหลืออะไรเพิ่มเติม หลังจากนั้นทางทหารได้นำอิฐจำนวน 200 ก้อน และปูน 5 กระสอบมาช่วยเหลือ ซึ่งขณะนี้ตนเองและทางญาติพี่น้องต้องซ่อมแซมบ้านให้พออยู่ได้ไปก่อน ซึ่งวัสดุไม่พอก็ต้องไปทุบเอาอิฐจากเก่ามาใช้ และได้ติดต่อไปทางอำเภอสุขสำราญ ก็ได้คำตอบว่าให้รอไปก่อน ขณะนี้กำลังดำเนินไปตามขั้นตอน ทำให้ตอนนี้ลูก ๆ ก็ต้องนอนแบบผวาเพราะบางจุดไม่มีผนังบ้าน ส่วนกองดินที่เลื่อนไหลลงมาทับหลังบ้านก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม


นางปราณี กล่าวต่อว่า ตอนนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นอีกอย่างคือ กองดินที่มีผู้เข้ามาช่วยตักออกจากหลังบ้านไปกองอยู่ริมถนนหน้าบ้าน ได้ปิดทับทางระบายน้ำ ทำให้เวลามีฝนตกน้ำจะชะล้างกองดินเป็นน้ำโคลนไหลลงเข้าไปที่บ้านของเพื่อนบ้านด้านล่าง ทำให้เขาเดือดร้อนและถูกต่อว่า เพราะปกติน้ำฝนจะไหลลงไปตามทางระบายน้ำ จึงอยากให้มีหน่วยงานมีช่วยแก้ปัญหาทั้งการช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านให้กลับมาสภาพเดิม รวมถึงจัดการกับกองดินที่เลื่อนไหลลงมาที่ด้านหลังบ้านและกองดินที่กองอยู่ริมถนนหน้าบ้านด้วย

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่สำนักงานเทศบาลตำบลกำพวน ได้พบกับนายก้อเดช อินตัน รองนายกเทศมนตรีตำบลกำพวน กล่าวว่า ทางเทศบาลตำบลกำพวนได้ลงไปช่วยเหลือเบื้องต้นตั้งแต่วันที่เกิดเหตุแล้ว ด้วยการนำรถไปช่วยตักดิน นำกระเบื้องไปช่วยเหลือจำนวน 100 แผ่น และมอบถุงยังชีพ ในวงเงินตามระเบียบที่ท้องถิ่นที่สามารถช่วยได้ ซึ่งตามประกาศของเทศบาลตำบลกำพวนอ้างถึงระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2556 จะดำเนินการช่วยเหลือด้านวัสดุการก่อสร้างได้แก่ อิฐ หิน ดิน ทราย ปูน กระเบื้องมุงหลังคา โดยแยกเป็น กรณีเสียหายบางส่วนสามารถช่วยเหลือได้เท่าที่เสียหายจริง หรือไม่เกินครัวเรือนละ 3,000 บาทต่อครั้งต่อครัวเรือน ส่วนกรณีเสียหายทั้งหลังช่วยเหลือได้ไม่เกินครัวเรือนละ 5,000 บาท

ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางต่อไปที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระนอง (สนง.ปภ.จ.ระนอง) ซึ่งอยู่ในศาลากลางจังหวัด ได้พบกับนางพิมพ์ชนก ศรีจันทร์ทอง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ ซึ่งรับผิดชอบงานด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ได้กล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้น ทางกองช่างของท้องถิ่นจะออกไปประเมินความเสียหายทรัพย์สินของประชาชน และทางเทศบาลสามารถดำเนินการช่วยเหลือได้ทันทีตามหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 โดยการมอบถุงยังชีพ จัดหาสิ่งของในการดำรงชีพเบื้องต้นกรณีบ้านได้รับความเสียหายทั้งหลังครอบครัวละไม่เกิน 3,000 บาท ค่าวัสดุซ่อมแซมหรือก่อสร้างบ้านที่อยู่อาศัยประจำตามที่จ่ายจริงหลังละไม่เกิน 33,000 บาท ซึ่งในกรณีบ้านของนางปราณีนั้นก็เข้าหลักเกณฑ์ที่ทางเทศบาลสามารถช่วยเหลือได้ในวงเงิน 33,000 บาท

Advertisement

นางพิมพ์ชนก กล่าวต่อว่า ในส่วนของทางอำเภอนั้นจะยังไม่สามารถเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือได้ จนกว่าจะมีประกาศเขตภัยพิบัติจากจังหวัดออกมาก่อน โดยในวันที่ 27 มิถุนายน ทางจังหวัดระนองได้ประกาศเขตภัยพิบัติออกมาแล้ว 4 อำเภอ ซึ่งครอบคลุมถึงหมู่ที่ 3 ตำบลกำพวนด้วย ซึ่งหากทางเทศบาลไม่มีงบประมาณเพื่อช่วยเหลือ ทางอำเภอก็สามารถดำเนินการเบิกงบประมาณช่วยเหลือได้ แต่ในกรณีที่ยังไม่มีการประกาศเขตภัยพิบัติ หากต้องรอการช่วยเหลือจากอำเภอก็จะเป็นการล่าช้าและไม่ทันเวลา โดยกรณีเร่งด่วนทางท้องถิ่นก็สามารถดำเนินการไปได้ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยควบคู่ไปกับกระทรวงการคลัง โดยในวันพรุ่งนี้ตนจะได้ประสานและพูดคุยกับทางเทศบาลตำบลกำพวนในเรื่องนี้อีกครั้ง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นการทำงานที่เข้าใจในระเบียบที่ไม่ตรงกัน เพราะการปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนนั้น ท้องถิ่นทุกแห่งล้วนแล้วแต่ต้องทำตามระเบียบข้อบังคับ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่ายังมีอีกจำนวนมากที่ยังไม่ชัดเจนในระเบียบการช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่ทางจังหวัดต้องเร่งทำความเข้าใจให้ตรงกันกับท้องถิ่น เพื่อความรวดเร็วในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป