เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นายประทุม เรืองฤทธิ์ เลขาธิการสมาพันธ์ครูภาคใต้ เปิดเผยกรณีที่กลุ่มวิชาชีพครู รวมตัวกันประกาศ ”ปฏิญญามหาสารคาม” เรียกร้องให้รัฐบาลและธนาคารออมสินพักหนี้ โครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) หรือโครงการจำนำกระดูก ขอให้สังคมและรัฐบาลมองอีกด้านหนึ่ง ไม่ใช่ตราหน้าครู ไม่มีวินัยทางการเงิน ฟุ่มเฟือย จ่ายเกินตัว เลยเถิดไปถึงต้องจัดหลักสูตรการบริหารการเงิน
นายประทุมเปิดเผยว่า หนี้สินครูเป็นวิกฤตวิชาชีพครูที่สะท้อนปัญหาที่ผู้มีอำนาจต้องย้อนคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับวิชาชีพครู เกษียณแล้วยังยากจน เงินเดือนลดหายเกือบครึ่ง ไม่มีอะไรเหลือ รัฐจะช่วยเหลือคนกลุ่มครูเกษียณอย่างไร เพราะกลุ่มครูที่ออกมาเคลื่อนไหวในขณะนี้เป็นกลุ่มเกษียณ โดยไม่มีการเมืองแอบแฝง
“ในความเป็นปัจเจกชนเมื่อมีหนี้สินต้องจ่าย อันเป็นธรรมดาของการมีหนี้สิน แต่เมื่อหลายๆ ปัจเจกรวมกันเป็นกลุ่มก้อนในปัญหาเหมือนๆ กัน มิใช่จริตหมู่ แต่เป็นเรื่องที่น่าขบคิดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร อย่ามองปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มครู”

นายประทุมกล่าวว่า ภาวะความเป็นครูในท่ามกลางความขาดแคลน รัฐจะช่วยอย่างไร นี่คือคำถามที่ให้ผู้มีอำนาจหาคำตอบ ตนยอมรับว่าครูมีหนี้สิน แต่การเกิดหนี้ของครูมาจากหลายปัจจัย ปัจจัยที่เกิดหนี้เพื่อโรงเรียนและนักเรียนไม่น้อย เช่น ซื้ออุปการณ์การเรียนการสอน ครูต้องเอาเงินส่วนตัวซื้อ เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนนักเรียน มีงานส่วนรวมที่โรงเรียน ชุมชนเข้ามาช่วยเหลือ เมื่อมีงานบุญงานกุศลในชุมชน ครูต้องควักเงินส่วนตัวช่วย
“ในระยะ 3-4 ปีมานี้ แม้จะไม่อยากให้เป็นประเด็นทางการเมืองก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อทุกอย่างหยุดชะงัก ลงทุนทำสวนยางพาราพอว่า ได้ราคาเป็นค่ากับข้าวในครัวเรือน ครั้นหันมาดูผลไม้ที่ปลูกไว้เพื่อขอใบบุญยามออกดอกออกผล ราคาดิ่งลงจมดำดิน อุตส่าห์ลงทุนเปิดร้านค้าเล็กๆ เพื่อให้ลูกได้ทำงาน แต่ไม่ทันข้ามปีก็ต้องเลิก แบกรับค่าเช่าไม่ไหว ต้องอยู่กับบ้าน ปลีกวิเวก ปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก”

