หน้าแรก ภูมิภาค ‘สมศักด...

‘สมศักดิ์’ ควง ‘ทรงศักดิ์’ เปิดสนามชนไก่ครูแก้ว ยันไม่เกี่ยวการเมือง แกนนำ-นักการเมืองท้องถิ่นร่วมเพียบ

22.07.18 | 17:05 น.

 

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 กรกฎาคม ที่สนามกีฬาชนไก่ ไทศรีสงคราม ตลาดพูนสุข ในเขตเทศบาลตำบลศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายทรงศักดิ์ ทองศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายธีระชัย แสนแก้ว อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาร่วมเป็นประธานในการเปิดสนามกีฬาชนไก่ ไทศรีสงคราม ของนายศุภชัย โพธิ์สุ (ครูแก้ว) อดีต ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย และยังเคยดำรงตำแหน่ง เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนางพูนสุข โพธิ์สุ รองนายก อบจ.นครพนม ซึ่งได้มีการผลักดันพัฒนากับกลุ่มการเมืองท้องถิ่น รวมถึงกลุ่มที่ชอบเลี้ยงไก่ชน ดำเนินการก่อสร้างสนามกีฬาชนไก่ไทศรีสงครามขึ้น ที่สำคัญยังเป็นสนามกีฬาชนไก่ที่ได้มาตรฐาน ถูกต้องตามกฎหมาย ขนาดใหญ่ของภาคอีสาน รองรับบรรดาเซียนไก่ ที่ชอบกีฬาชนไก่ได้กว่า 1,000 คน และจะมีการเปิดชนไก่ทุกวันอาทิตย์ ที่จะเป็นการสร้างเศรษฐกิจ การค้า คึกคักมากขึ้น ที่สำคัญจะเป็นฐานในการพัฒนา ต่อยอด ส่งเสริมให้เกษตรกรได้เลี้ยงไก่ชน สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าไก่ชนพื้นบ้าน


ในครั้งนี้ มีบรรดานักการเมืองท้องถิ่น แกนนำการเมือง รวมถึงประชาชน นักท่องเที่ยว มาร่วมพิธีเปิดกันคึกคัก ซึ่งทางนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่าในการเปิดสนามชนไก่ครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เป็นการชอบส่วนตัว และต้องการสร้างฐาน ในการเพิ่มมูลค่า ให้กับอาชีพเลี้ยงไก่ชนพื้นที่ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกร มีอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้มาแสดงความยินดีกับครูแก้ว ในโอกาสเปิดสถานกีฬาชนไก่ มาตรฐาน ขนาดใหญ่ ถือว่าเป็นเรื่องดี และตนได้ดำเนินการมาก่อนที่กรุงเทพฯ ยืนยันว่าไก่ชนเป็นสัตว์เลี้ยงการเกษตร ที่สร้างรายได้จำนวนมาก ปัจจุบัน จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า มีคนเลี้ยงไก่ 33 ล้านครอบครัว แยกเป็นไก่ชนประมาณ 100 ล้านตัว มีการส่งออก ประมาณเดือนละมากกว่าแสนตัว คิดขึ้นต่ำตัวละประมาณ 10,000 บาท ถือว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้มากพอสมควร เพราะมีราคาแพง หากมีการพัฒนาต่อยอด สร้างมาตรฐานจะมีราคาแพงมากขึ้น เพราะไก่ชนบางตัวมีราคาสูงมากถึงตัวละล้าน และถ้ามีการส่งเสริมต่อเนื่องจากเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาล และขอขอบคุณทางรัฐบาลที่มีการอนุญาต เปิดสนามกีฬาชนไก่ เพราะจะส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจมากขึ้น

Advertisement

ส่วนเรื่องการเมืองนั้น ทุกวันนี้ตนยังทำการเมืองภาคประชาชนปกติ ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้ง หรือไม่เลือกตั้ง ยังคงทำงานการเมืองตลอด และหาทางช่วยเหลือชาวบ้าน เพื่อให้มีอาชีพยั่งยืน แต่มาถึงวันนี้หากถามว่า จะมีทิศทางพรรคไปทางไหน ตอนนี้ตนยืนยันว่ายังตอบไม่ได้ เพราะการเมืองถือว่ายังไม่ถึงจุดที่จะสรุปขอดูทิศทางอีกระยะ และยังไม่สามารถจะบอกได้ว่าจะไปสังกัดพรรคไหน หรือเดินหน้าสนับสนุนใคร อย่างไรก็ตาม ตนยังเชื่อว่าช่วงนี้ยังเป็นการแลกเปลี่ยนหารือระหว่างฝ่ายการเมืองทุกฝ่าย เอาไว้ถึงเวลาสรุปค่อยมาคุยกันอีกรอบ

นายศุภชัย โพธิ์สุ (ครูแก้ว) อดีต ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย และยังเคยดำรงตำแหน่ง เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำหรับสนามกีฬาชนไก่ ไทศรีสงคราม ที่มีการเปิดขึ้น นั้น เป็นสนามมาตรฐาน ถูกต้องตามกฎหมาย ตนและทีมงานได้ผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะต้องการที่จะต่อยอด ส่งเสริมอาชีพเลี้ยงไก่ชนพื้นบ้าน ให้ชาวบ้านมีรายได้ มีอาชีพเพิ่มขึ้น จากที่เคยเลี้ยงตามวิถีชีวิต เพราะเชื่อว่าไก่ชนเป็นสัตว์เลี้ยงการเกษตร ที่มีมูลค่าสูง หากมีการต่อยอด พัฒนาส่งเสริมที่ดี ยิ่งจะส่งผลดีต่อการเลี้ยงของเกษตรกร เบื้องต้นได้ร่วมกับ อบจ.นครพนม เข้ามาอบรมให้ความรู้ ส่งเสริมอาชีพเลี้ยงไก่ชน และจะมีการขยายฐานการผลิตไก่ชน ให้มีตลาดกว้างขึ้น นอกจากนี้ จุดนี้จะเป็นตลาดนัดไก่ชนที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนไก่ชน ที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน และจะเกิดผลดีต่อภาคเศรษฐกิจการท่องเที่ยวด้วย

ส่วนเรื่องการเมืองตนยอมรับว่า มาถึงวันนี้ ยังยืนยันต่อพี่น้องประชาชนว่า ทำงานการเมืองมานาน เคยสังกัดหลายพรรค และเคยดำรงตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯมาด้วย ถึงวันนี้ตนยังยืนยันว่าตนยังรักภูมิใจไทย และยังจะทำงานกับพรรคภูมิใจไทยต่อเนื่อง ไม่ว่าทิศทางการเมืองไปทางไหน เพราะหัวใจสำคัญตนไม่ได้สำคัญที่พรรค แต่ตนต้องการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ต้องการดูแลช่วยเหลือประชาชนให้มีอาชีพ มีรายได้ยั่งยืน ที่สำคัญในสนามการเมืองครั้งนี้ ตนเชื่อว่าทุกอย่างจะจบด้วยดีไม่มีความขัดแย้ง และประชาชนจะเข้าใจการเมืองมากขึ้น รู้วิธีการเลือกนักการเมือง ที่ทำงานเพื่อประชาชนแท้จริง โดยเชื่อมั่นการที่จะหวังแค่กระแสพรรคไม่ได้ ต้องอาศัยผลงานบุคคลเป็นหลัก