เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม จากเหตุที่มีชาวบ้านแห่แชร์คลิปดังของกลุ่มชาวบ้าน 501 คน กำลังเผาเพิงและศาลาที่พักชั่วคราวในสวนยางและป่าละเมาะท้ายหมู่บ้านกันแพร่หลายสู่สังคมในโลกโซเชียลจำนวนมากอยู่ในขณะนี้ ท่ามกลางการแสดงความรู้สึกถึงคลิปดังกล่าวแตกต่างกันไป เพราะไม่ทราบเรื่องราวที่มาที่ไปของกลุ่มชาวบ้านเดินปูพรมพร้อมส่งเสียงพูดคุยโวยวายดังไปตลอดตามเส้นทางเข้าสวนยางพาราและป่าละเมาะ จากนั้นจะเห็นว่ากลุ่มชาวบ้านได้ช่วยกันทำลายก่อนจะจุดไฟเผาเพิงพักและขนำชั่วคราวที่ใช้ทำอะไรบางอย่าง โดยจากการตรวจสอบจากภาพพบมีทั้งเตาถ่านขนาดใหญ่ หม้อต้ม และแกลลอนหลากหลายขนาด รวมทั้งถุงพลาสติกกันความร้อนอีกหลายร้อยใบวางแอบไว้เป็นจุดๆ ในเพิงและขนำในสวนของชาวสวนที่ถูกกลุ่มคนไม่รู้จักยึดเป็นที่ของตนเอง โดยทั้งสองจุดตรวจสอบพบถูกใช้เป็นแหล่งผลิตและเสพยาเสพติด โดยเฉพาะเป็นแหล่งต้มน้ำใบกระท่อมขนาดใหญ่ ขายให้กับบรรดาเยาวชนในหมู่บ้านและใกล้เคียงมานาน โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย แม้จะมีชาวบ้านไปบอกไม่ให้ใช้สถานที่ดังกล่าวยังกลับถูกข่มขู่ จึงต้องปล่อยมานานเนื่องจากเกรงจะไม่ปลอดภัย แต่ยิ่งปล่อยกลุ่มผลิตยาก็ยิ่งเหิมเกริมใหญ่ด้วยการผลิตเพิ่มขายยาให้กับกลุ่มเด็กเยาวชนไปจนถึงกลุ่มผู้ใหญ่จากหลายที่ในอำเภอต่างๆ ที่เข้ามาเป็นลูกค้าประจำ และที่เป็นเรื่องหนักใจคือเยาวชนติดยากันหมดทั้งหมู่บ้าน เกิดการลักขโมยและจี้ปล้น จึงปรึกษาผู้ใหญ่บ้านก่อนจะนำเรื่องราวทั้งหมดปรึกษานายไชยพร นิยมแก้ว นายอำเภอเมืองปัตตานี ลงมาช่วยแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้นำสี่เสาหลักในพื้นที่ โดยเริ่มมาตรการการป้องกันรูปแบบประชารัฐเข้ามาขับเคลื่อนจากโรงเรียนทั้งครูและบุคลากรต้องปลอดบุหรี่ก่อนนำสู่ชุมชนแต่ละครอบครัว รวมถึงรอบรั้วโรงเรียนที่เป็นร้านชุมชนร้านขายของก็ขอความร่วมมือห้ามขายบุหรี่ เพื่อป้องกันเด็กที่อาจจะมาซื้อบุหรี่ไปแอบสูบได้ จากนั้นก็ให้ผู้นำ 4 เสาหลักดำเนินมาตรการให้ผู้มาทำละหมาดแต่ละวัน พร้อมขอมติด้วยการเสนอให้ค้นหาและทำลายแหล่งผลิต แหล่งเสพให้หมดไปจากชุมชน
นายไชยพรกล่าวว่า ส่วนที่เห็นในคลิปนั้นเป็นเรื่องของชุมชนเข้มแข็ง โดยใช้แนวทางประชารัฐในการที่จะให้ชุมชนเข้มแข็งเป็นไปตามขั้นตอนทุกประการ ซึ่งทางผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้รับแนวนโยบายจากนายอำเภอนำการแก้ไขปัญหายาเสพติดไปปรึกษาพูดคุยกับผู้นำหมู่บ้านผู้นำศาสนา รวมทั้งผู้นำตามธรรมชาติต่างๆ โดยการพูดคุยเมื่อตกลงปลงใจก็จะนำเอาข้อสรุปไปกระจายเผยแพร่ให้กับคนในชุมชนรู้ผ่านทางการละหมาดในแต่ละวันได้ทราบเรื่องราวปัญหา เพื่อหาแนวทางที่จะร่วมกันแก้ไข โดยมีทุกคนในชุมชนเข้ามาร่วมมือเป็นพลังในการต่อต้านและปราบปราม โดยสิ่งที่ตามมาก็คือ บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองต่างก็เห็นด้วย นำไปสู่การเกิดข้อตกลงของบ้านหรือที่เรียกว่า “ฮูกมปากัส” หรือข้อตกลงที่เป็นกฎเหล็กและปฏิบัติตามของหมู่บ้าน ว่าจะไม่เข้าไปยุ่งกับยาเสพติดในทางใดทางหนึ่ง หากคนใดเข้าไปยุ่งเกี่ยว ทางหมู่บ้านจะไม่ให้ความร่วมมือกับพิธีหรือกิจกรรมต่างๆ ก็จะไม่ให้เข้ามาข้องเกี่ยว ทำให้หมู่บ้านปลอดบุหรี่ปลอดยาเสพติดทุกชนิด โดยการรวมกลุ่มกันเดินตรวจตามแบบปูพรมทั่วทั้งหมู่บ้านค้นหาแหล่งมั่วสุมและผลิตยาเสพติด เพื่อทำลายไม่ให้อยู่ในพื้นที่หมู่บ้าน ชุมชนของแต่ละแห่ง จึงทำให้สามารถดึงลูกหลานกลับมาสู่ครอบครัวและไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับแหล่งยาเสพติดที่ก่อนนี้มีระบาดอยู่อย่างแพร่หลายและกำลังจะขยายทำในตำบลอื่นๆ
นายไชยพรกล่าวว่า อย่างไรก็ตามหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กลุ่มคนในชุมชนยังได้รวมตัวและปฏิญาณตนว่าจะเป็นคนดี ช่วยเหลือและปกป้องชุมชนให้ลูกหลานได้ห่างไกลยาเสพติดและเป็นอนาคตของชาติ โดยยังได้นัดรวมตัวทั้งชุมชนออกทำกิจกรรมคุณประโยชน์ ทั้งช่วยกันทำความสะอาดแหล่งสาธารณะ ตลอดจนทาสีโรงเรียนที่บุตรหลานเรียนหนังสือให้มีความสวยงาม โดยจะนัดกันทำกิจกรรมดังกล่าวเดือนละครั้ง ส่วนการตรวจสอบหาแหล่งผลิตและแหล่งเสพยาเสพติดจะร่วมกันออกค้นหาและทำลายหลังจากเสร็จการทำละหมาดทุกวันศุกร์ โดยมีกำนันผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ปกครองร่วมควบคุมอีกทางหนึ่ง

