หน้าแรก ภูมิภาค “ไทยเรย...

“ไทยเรยอน” แจง เร่งแก้ รง.กลิ่นเหม็นแล้ว หลังชาวอ่างทอง บุกทวงถามความคืบหน้า

9.08.18 | 16:44 น.

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม จากกรณีที่ประชาชนจาก ต.จำปาหล่อ ต.หัวไผ่ อ.เมืองอ่างทอง และ ต.นรสิงห์ ต.สายทอง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง กว่า 100 คน เดินทางมารวมตัวที่หน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง เพื่อทวงถามการใช้ถ่านหินและปัญหาเกี่ยวกับกลิ่น จากการประกอบกิจการของโรงงานไทเรยอน จำกัด (มหาชน) ต.โพสะ อ.เมือง จ.อ่างทอง ที่ยังคงมีปัญหาเรื่องกลิ่นที่เหม็น โดยชาวบ้านได้ทวงถามถึงการแก้ไขปัญหา และการเรียกร้องทวงถามสิทธิตามมติคณะกรรมการเบญจภาคี การตรวจสอบการใช้ถ่านหิน และปัญหาเกี่ยวกับกลิ่น จากการประกอบกิจการของโรงงาน ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้เดินทางมาชี้แจงให้แกนนำและผู้มาชุมนุมทราบเข้าใจ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าร่วมพูดคุย จนเป็นที่น่าพอใจจึงได้แยกย้ายกันกลับนั้น

ล่าสุด บริษัท ไทยเรยอน จำกัด (มหาชน) ขอชี้แจงถึงปัญหาดังกล่าวว่า บริษัทมีความตระหนักถึงปัญหาของชาวบ้านอันเนื่องมาจากการดำเนินงานของโรงงาน ที่ จ.อ่างทอง ซึ่งผู้บริหารของบริษัทฯได้ดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และมีความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับชุมชนอย่างจริงจัง เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเต็มความสามารถ ไทยเรยอน มีมาตรการหลายอย่างในการดูแลสิ่งแวดล้อม ในปีที่ผ่านมา ไทยเรยอนได้ดำเนินการเพื่อปรับปรุงแก้ไขเรื่องกลิ่น รวม 17 มาตรการ และติดตั้งระบบกู้คืนก๊าซคาร์บอนไดซัลไฟต์ (CS2 recovery system) ที่โรงงานอ่างทองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงหลายปีนี้ ไทยเรยอน ได้ดำเนินการปรับปรุงในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมไปแล้ว 83 มาตรการและใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 525 ล้านบาท


สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอ่างทอง ได้ทำการตรวจวัดปริมาณกลิ่นที่รับรู้ได้บริเวณ 9 จุด ในชุมชนรอบโรงงาน ซึ่งผลการตรวจพบว่า ความถี่และความเข้มข้นของกลิ่นลดลงเป็นอย่างมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รู้สึกว่า กลิ่นจากโรงงานส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่แต่อย่างใด อีกทั้งผลการตรวจวัดกลิ่นก็ไม่เกินค่ามาตรฐานที่ภาครัฐกำหนด และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

อย่างไรก็ดี บริษัท ไทยเรยอนฯ ขอเน้นย้ำว่า แม้ว่าการรับรู้กลิ่น อาจเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละบุคคล แต่บริษัทก็ไม่เคยเพิกเฉยต่อข้อร้องเรียนของชาวบ้าน บริษัทมีความตั้งใจจริงที่จะพัฒนาปรับปรุงเรื่องการควบคุมกลิ่นให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน