เจ้าอาวาสวัดประดิษฐาน “พระพุทธสิหิงค์” ตรัง เผยหลังพระอันตธาน วัดประสบปัญหาทรุดโทรมหนัก รกร้าง พระถูกยิงมรณะภาพ เห็นด้วยกับการทวงคืนสู่จังหวัด ขณะที่ กำนันนาหมื่นศรี แนะต้องมีข้อมูลชัดเจน ว่าพระอยู่ที่ไหน จากนั้นใช้วิธีเจรจาทางลึก เชื่อการทวงคืนเกิดจากความหวงแหนสมบัติพระพุทธศาสนา
พระสมุห์สุรสัก สุรสักโก เจ้าอาวาสวัดหัวถนน หมู่ 6 ต.นาพละ อ.นาโยง จ.ตรัง ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมืองตรัง ที่สูญหายไปนาน 34 ปี กล่าวว่า การออกมาเคลื่อนไหวของพุทธศาสนิกชนให้ติดตาม พระพุทธสิหิงค์กลับคืนสู่จังหวัดตรัง เป็นเรื่องดี ที่ผ่านว่าทั้งชาวบ้านและวัดได้มีการทวงถามมาโดยตลอด แม้ว่าเมื่อประมาณ ปี 2540 มีข่าวว่าจะได้กลับคืนมา แต่เรื่องก็เงียบหายไปจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าการได้กลับคืนมาจะไม่ได้ประดิษฐานที่วัดก็ตาม หรือนำไปประดิษฐานที่จังหวัดก็เป็นเรื่องที่ดี
“อาตมามีความเห็นว่า พระพุทธสิหิงค์พระคู่บ้านคู่เมืองตรัง อยู่ในมือของผู้ครอบครอง เมื่อทางประชาชนชาวตรัง ขอคืนมานั้นจะได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่ครอบครอง พระพุทธสิหิงค์ไม่ได้เป็นสมบัติของใครคนหนึ่ง แต่เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา เมื่อเอาไปแล้วมีจิตสำนึกส่งคืนกลับก็เป็นศิริมงคลกับตัวเอง พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์มาก”
พระสมุห์สุรสัก กล่าวอีกว่า เมื่อพระพุทธสิหิงค์หายไปจากวัดแล้ว ทำให้วัดทรุดโทรมอย่างมาก ไม่ได้รับการพัฒนา มีแต่เรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับทางวัด บางครั้งถึงกับร้างไม่มีพระ แม้แต่พระภิกษุก็ถูกยิงตาย ขณะนี้มีพระภิกษุจำพรรษา เพียง 4 รูปเท่านั้น หากได้กลับคืนมาก็นับเป็นสิ่งที่ดีมาก ท่านมีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นไปได้ว่าจะได้กลับคืนมา โดยจังหวัดและประชาชนชาวตรังทุกคนจะต้องร่วมมือกันขอให้ผู้ที่ครอบครองพระพุทธสิหิงค์นำคนให้คนตรัง ต้องสืบหาให้แน่ชัดว่าอยู่ที่ไหน อาตมาก็ขออนุโมนทนาหากได้พระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมืองตรัง กลับคืนมาจะมีการสมโภชเฉลิมฉลอง 9 วัน9 คืน
นายเจริญ ศรนรายณ์ กำนันตำบลนาหมื่นศรี อ.นาโยง กล่าวว่า ตนเองเป็นคนพื้นที่ รู้จักมักคุ้นกับพระพุทธสิหิงค์มาสมัยบวชเรียน เป็นสามเณร โดยเมื่อปี 2523 ที่วัดนิกรรังสฤษฏ์ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง มีพิธียกช่อฟ้า ได้นิมนต์พระสังฆราชมาเป็นประธาน โดยทางวัดดำริว่า จะปลุกเสกเหรียญพระพุทธสิหิงค์ แจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้มาร่วมงาน เพราะถอว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองตรัง ตนเองและเจ้าอาวาสในขณะนั้นเดินทางมาร่วมพิธี และได้ยลโฉมพระพุทธสิงค์ที่ประดิษฐานในกุฎิ พร้อมทั้งได้มีโอกาสถ่ายรูปได้หยิบได้จับ “ขณะนั้นมีพระพุทธรูปเพียงองค์เดียว การเก็นรักษาไม่ได้มิดชิด วางไว้ในวัด ชาวบ้านสามารถอุ้มไปพระประธาน เพื่อเป็นศิริมงคลให้กับบ้านได้ นอกจากนี้ทุกๆปี ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทางเทศบาลจะอันเชิญไปสงน้ำ และแห่ไปรอบๆเมือง
“ท้ายที่สุดเมื่อปี 2525 ทราบว่าพระพุทธสิหิงค์ได้หายไปจากวัด ผมในฐานะพื้นเพคนแถบนี้ รับรู้กันว่า ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือชาวบ้าน หากมีกิจการใดๆจะนิมนต์พระพุทธสิหิงค์กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานกุศล สิ่งของสูญหาย หรือมีเหตุเพภกัยใดๆเกิดขึ้น จะนิมนต์กันทั้งนั้นเพราะถือว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวตรังอย่างมาก แต่มาเกิดสูญหายไป”
“เมื่อหายไป ได้มีการตั้งข้อสันนิษฐานกันไปต่างๆนานาโดยเฉพาะในปี 2525 ซึ่งพระพุทธสิหิงค์สูญหาย อยู่ในสมัย นายพีระพัฒน์ สัตยพันธ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง มีนายพิศาล มูลศาสตร์สาทร เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย มีการสันนิษฐานกันว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง สมัยนั้นน่าจะนำพระพุทธสิหิงค์ไปให้นายพิศาล ซึ่งมีความิยมพระเครื่องเป็นอย่างมาก แต่นั้นมีเพียงข้อสันนิษฐานเพียงเท่านี้ จากนั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นเรื่องเป็นราวว่า พระพุทธสิหิงค์น่าจะอยู่ที่บ้านนายพิศาล
“พอมีความเคลื่อนไหวของการทวงคืนในสมัยนั้นผ่านสื่อต่างๆมากมาย โดยมีความหวังว่าจะได้คืนก็ไม่ได้ ท้ายสุดเรื่องก็เงียบหายไป วันดีคืนดีก็มีคนมาขอทวงคืนอีก ทั้งนี้การทวงคน ผมเห็นใจท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งความจริงๆจะต้องมีข้อมูลหรือหลักฐานที่แน่ชัดว่า องค์พระอยู่ที่ไหน อย่างเช่น วัตถุโบราณของไทยที่หายไป ทราบว่าอยู่ที่ฝรั่งเศส หรืออเมริกา ก็สามารถทวงคืนได้ เพราะมีเป้าหมายแล้วว่าอยู่ที่ไหน แต่สำหรับพระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมืองตรัง ยังเลื่อนลอย แต่มาบอกว่าจะขอทวงคืน ด้วยเหตุผล ประการหนึ่ง เป้าหมายยังไม่ชัดเจน หรือทราบเป้าหมายแน่ชัด แต่มีการออกสื่อไปก่อน ทางผู้ครอบครองคงไม่คืน เพราะจะทำให้เกิดความเสื่อมเสีย เนื่องจากพระถูกลักขโมยมา
แต่ถ้าวิธีการที่เอาคืนได้นั้นจะต้องสืบเป้าหมายให้แน่ชัด จากนั้นให้มีการเจรจากันในทางลึก เพราะวัตถุประสงค์หลัก เพียงต้องการพระคืนเท่านั้น ไม่ใช่ต้องการว่า ใครคือวีรบุรุษที่สามารถเอาพระมาได้ ประเด็นจึงอยู่ตรงนี้ สำหรับการจุดประเด็นทวงคืนพระพุทธสิหิงค์ ขณะนี้ เกิดจากความหวงแหน เพราะพระพุทธสิหิงค์ เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองตรัง มานานกว่าพันปี อยู่ๆมาหายไป คนที่เคลื่อนไหวอยากให้ทางจังหวัด หรือผู้ว่าราชการจังหวัดทวงคืนนั้น อาจจะมีความหวังว่าน่าจะได้คืนจะโดยวิธีการไหนก็ได้ โดยความเห็นของตน น่าจะได้พระก่อนที่จะออกสื่อ ไม่ใช่ว่าออกสื่อก่อนจะเป็นผลเสียมากกว่า

