รายงานข่าวจากจังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ถึงกระแสการการโยกย้ายข้าราชการผู้บริหารระดับสูงของกรมการปกครอง ระดับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆ นี้โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 นั้น โดยหนึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกิดเสียงกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากคือ นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ผ่านการวิพากษ์วิจารณ์ว่า สาเหตุหนึ่งมาจากนักการเมืองบ้านใหญ่ไม่ต้องการและมีความพยายามต้องการให้ นายศิริพัฒย้ายออกไปจากจังหวัดตรัง เนื่องจากที่ผ่านมานายศิริพัฒไม่ลงรอยกับนักการเมืองบ้านใหญ่ ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง มานาน 2 ปี
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นาศิริพัฒเปิดใจว่า กรณีที่ตนเองโดนสั่งย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ว่า ในความเป็นจริงแล้วเป็นการโยกย้ายไปตามวาระ ที่ทางกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายว่า หากผู้ว่าฯ คนใดประจำอยู่ครบ 2 ปี จะมีการโยกย้ายเปลี่ยนจังหวัดไปจังหวัดที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งทางกระทรวงได้เสนอให้ตนเองไปอยู่จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ตนเองได้ปฏิเสธไป เพราะมองว่าตนเองมีอายุราชการเหลืออีกเพียง 2 ปี หากย้ายไปอยู่เมืองใหญ่คงจะทำหน้าที่บริหารได้ไม่เต็มที่ ก็หมดวาระเสียก่อน
นายศิริพัฒกล่าวว่า จึงขออยู่จังหวัดตรังต่อไปจนกว่าหมดวาระ แต่ทางกระทรวงได้มีการแต่งตั้งตามความเหมาะสม และได้โยกย้ายให้ตนเองไปเป็นผู้ว่าฯพังงา แทน และชาวพังงาก็รู้สึกแฮปปี้ หลังจากทราบว่าผู้ว่าฯคนใหม่เป็นตนเอง ซึ่งแม้จังหวัดพังงาจะดูว่าเป็นเมืองเล็กๆ แต่ทางด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ถือว่าไม่เป็นสองรองใครเลยในภาคใต้ สำหรับกรณีที่มีหลายคนมองว่า ที่ตนเองโดนย้ายไปครั้งนี้ เป็นเพราะโดนตรวจสอบว่ากระทำผิด หรือที่หลายคนมองว่ามีความขัดแย้งกับบ้านใหญ่ หรือนักการเมืองใหญ่ในจังหวัดตรังนั้น
“ผมมองว่าที่มีปัญหากับบ้านใหญ่ หรือนักการเมืองดัง อาจจะเป็นทัศนคติที่ไม่ตรงกันของคนที่มอง แต่สำหรับตนเองไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับบ้านใหญ่ หรือนักการเมืองดังอยู่แล้ว ตนเองทำหน้าที่ของตน ทำงานทุกวัน ตั้งใจพัฒนาบ้านเมือง ทุกวันนี้ต้องการกำจัดการทำงานแบบระบบอุปถัมภ์ การทำงานต้องมีระเบียบแบบแผน ไม่อย่างนั้นการบริหารงานบ้านเมืองก็ล้มเหลว ไม่สามารถควบคุมใครได้ จึงไม่แปลกที่อาจจะมีคนชอบและไม่ชอบ ขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละคน ซึ่งหากกระทำผิดจริง คงไม่ได้ย้ายไปเป็นผู้ว่าฯ อีกอย่างแน่นอน” นายศิริพัฒกล่าว

