หน้าแรก ภูมิภาค นอภ.เมืองอุตร...

นอภ.เมืองอุตรดิตถ์ เผยรุก“บึงกะโล่”รุนแรง นายทุนกว้านซื้อที่โดยรอบ

17.08.18 | 14:18 น.

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายประสงค์ อุไรวรณ์ นายอำเภอเมือง จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และกลุ่มอนุรักษ์บึงกะโล่ ต.ป่าเซ่า ต.คุ้งตะเภา ต.หาดกรวด อ.เมืองอุตรดิตถ์ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด กรณีการเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่บึงกะโล่ จำนวน 2,500 ไร่ ของมหาวิทยาลัยราชภัฎ (มรภ.) อุตรดิตถ์ โดยไม่ได้รับอนุญาตและถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากที่ดินบริเวณบึงกะโล่ที่มีพื้นที่ครอบคลุม 3 ตำบลเนื้อที่ราว 7,500 ไร่เศษ เป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีหนังสือสำหรับที่หลวง (นสล.) คลุมอยู่ทั้งหมด และยังมีการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องของประชาชนทั้ง 3 ตำบลทั้งการใช้น้ำเพื่อการทำนาตลอดทั้งปี การปศุสัตว์ และเป็นที่อยู่ของสัตว์ธรรมชาติหลายชนิด

นายประสงค์ กล่าวว่า สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จ.อุตรดิตถ์ ประกาศยกเลิกให้ที่ดินบริเวณบึงกะโล่ ที่มี นสล.คลุมอยู่เป็นพื้นที่ ส.ป.ก.เพื่อทำการจัดสรร ซึ่งตามกฎหมายแล้วการประกาศยกเลิกจะต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่ทั้ง 3 ตำบล สภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ และผู้ว่าราชการ จ.อุตรดิตถ์เสียก่อนถึงจะดำเนินการประกาศยกเลิกที่ดิน นสล.ให้เป็นที่ดิน ส.ป.ก.แต่กระบวนการตรงนี้ไม่มีเลย แต่กลับคิดไปเองว่า ที่ดินบึงกะโล่ไม่มีการใช้ประโยชน์ โดยดูจากการบุกรุกของประชาชนนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้ว ยังมีการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญเป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ที่เป็นธรรมชาติโดยแท้


“เมื่อ ส.ป.ก.จ.อุตรดิตถ์ ประกาศเป็นที่ดิน ส.ป.ก.แล้ว มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)อุตรดิตถ์ ก็ยื่นเรื่องขอใช้ประโยชน์ และเมื่อ ส.ป.ก.อนุญาต มรภ.อุตรดิตถ์ ก็มีการปรับปรุงทั้งระบบนิเวศน์กายภาพของบึงกะโล่ที่มีความเป็นธรรมชาติ มีบึงเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีการก่อสร้างอาคารสถานที่ เพื่อขยายเป็นวิทยาเขตเปลี่ยนชื่อจากบึงกะโล่พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็นรำรางในความหมาย และความเข้าใจไปเองของ มรภ.อุตรดิตถ์ มีการกันเขตพื้นที่เป็นของส่วนตัว ไม่ให้มีการทำประโยชน์อย่างอื่น รวมทั้งไม่ให้เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงควายวัวเข้าไปเลี้ยงเหมือนที่ผ่านมา มีการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรเข้าไปทำการเกษตรรายละ 5 ไร่จากจำนวนทั้งหมด 500 ไร่ที่ มรภ.อุตรดิตถ์กันไว้ และบุคคลที่ได้ที่ดินส่วนใหญ่เป็นชาว ต.วังแดง อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นญาติพี่น้องของอาจารย์คนหนึ่งใน มรภ.อุตรดิตถ์” นายประสงค์ กล่าว

นายประสงค์ กล่าวว่า เมื่อกระบวนการการประกาศยกเลิก นสล.ให้เป็น ส.ป.ก.นั้น ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงทำให้สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้านทั้ง 3 ตำบลที่อนุรักษ์พื้นที่บึงกะโล่ ไปฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งระหว่างนี้ มรภ.อุตรดิตถ์ ก็ไม่ควรดำเนินการก่อสร้างหรือกระทำการใด ๆ ในพื้นที่บึงกะโล่ ควรชะลอโครงการไว้ก่อนจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษา หากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาออกมาที่ไม่เป็นคุณกับ มรภ.อุตรดิตถ์ ปัญหาจะตามมาทันที่คือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะต้องลงมาตรวจสอบการใช้งบประมาณที่นำไปพัฒนา ขณะเดียวกัน ส.ป.ก.จ.อุตรดิตถ์ ก็จะต้องรับผิดชอบที่อนุญาตให้ มรภ.อุตรดิตถ์ เข้าไปใช้ประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง

“การบุกรุกเข้าไปใช้ประโยชน์ของส่วนราชการ และเอกชนบริเวณบึงกะโล่นั้นถือว่า รุนแรงยิ่งกว่าโครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ด้วยซ้ำไป เพราะการก่อสร้างบ้านข้าราชการตุลาการนั้นกระบวนการขออนุญาตใช้ถูกต้อง เพียงแต่การก่อสร้างอาคารที่ขึ้นเป็นบนภูเขานั้นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการก่อสร้างที่ขึ้นไปบนภูเขา แต่การใช้ประโยชน์ในบึงกะโล่ ไม่มีกระบวนการสอบถามความเห็นของประชาชนเลยว่า จะต้องการหรือไม่ อีกทั้งการประกาศให้ที่ดิน นสล.เป็นที่ ส.ป.ก.ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ที่ดินบริเวณโดยรอบบึงกะโล่ มีการกว้านซื้อของนายทุนใน จ.อุตรดิตถ์ พร้อมพยายามผลักดันให้มีการพัฒนา เพื่อที่ดินของตัวเองจะปรับราคาขึ้นตาม เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าเป็นกรณีศึกษาสำหรับการใช้ประโยชน์บนที่ดินของทางราชการต่อไป” นายประสงค์กล่าว

Advertisement