เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม นายไววิทย์ แสงพานิชย์ ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ (อขว.) อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ มีความจุ 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ระดับ 155 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง
สำหรับข้อมูลปริมาณน้ำวันนี้ ช่วงเวลา 07.00 น. มีปริมาณน้ำในเขื่อน 8,017 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 90% ของความจุ ซึ่งคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีมติให้เร่งพร่องน้ำออกไป เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนนี้ จึงมีมติปรับแผนการระบายน้ำ ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. เฉลี่ยที่ 43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน จากนั้นระหว่างวันที่ 23-27 ส.ค.จะระบายน้ำเฉลี่ยวันละ 53 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยจะระบายผ่านช่องทางปกติ วันละ 43 ล้านลูกบาศก์เมตร และผ่านทางน้ำล้น (สปิลเวย์) วันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร
“อ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณยังสามารถรับน้ำได้อีก 843 ล้านลูกบาศก์เมตร และได้ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยมีการบริหารจัดการน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ หากสถานการณ์น้ำมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการปรับแผนระบายน้ำ ทางเขื่อนจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้ง” นายไววิทย์กล่าว
นายประเสริฐ อินทับ ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ (อขศ.) อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เมื่อเวลา 09.00 น. อยู่ที่ระดับ 175.13 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นปริมาณน้ำ 15,774.90 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 88.90% โดยวันนี้มีแผนการระบายน้ำ 22 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยวานนี้ (20 ส.ค.61) มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 68.04 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ระดับ 175.07 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง และได้มีการระบายน้ำออกตามแผนการระบายน้ำ 24.31 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม เขื่อนศรีนครินทร์ยังมีพื้นที่รับน้ำได้อีก 1,993.46 ล้านลูกบาศก์เมตร (11.23%) จึงทำให้มั่นใจได้ว่าอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ยังคงสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีก โดยไม่เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงและปลอดภัยของตัวเขื่อน รวมไปถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชนด้านท้ายน้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้สั่งการให้นายอำเภอเมืองกาญจนบุรี นายอำเภอท่าม่วง นายอำเภอท่ามะกา นายอำเภอไทรโยค นายอำเภอสังขละบุรี และนายอำเภอด่านมะขามเตี้ย ลงไปสำรวจพื้นที่ รวมทั้งพบปะประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ลุ่มและผู้ประกอบการที่อยู่ริมแม่น้ำแควน้อยตลอดสาย เพื่อทำความเข้าใจถึงปริมาณที่อาจจะเอ่อล้นเข้าท่วม และหาแนวทางป้องกันล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความสูญเสียให้น้อยที่สุด โดยส่วนที่พบว่ามีน้ำเอ่อเข้าท่วมส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สร้างในพื้นที่ต่ำกว่าตลิ่ง แต่ในภาพรวมยังไม่มีผลกระทบกับประชาชนส่วนใหญ่แต่อย่างใด
ทั้งนี้ ข้อแนะนำสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการมี 5 ข้อ คือ 1.ขอให้ผู้ประกอบการที่มีแพอยู่ในลำน้ำแควน้อยช่วยดูแลแพ ผูกยึดโยงและตรวจสอบทางขึ้นลงให้มั่นคงแข็งแรง 2.ตรวจสอบระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งใช้งานให้อยู่ในจุดที่ปลอดภัย 3.ตรวจสอบระบบแพปั๊มน้ำประปาที่อยู่ในลำน้ำแควน้อยให้อยู่ในจุดที่ปลอดภัย รวมทั้งระบบไฟฟ้าที่ใช้กับปั๊มน้ำ 4.สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ใกล้ลำน้ำแควน้อยให้ประเมินความเสี่ยงทำการย้ายทรัพย์สินไปอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัย และ 5.ฝากแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวที่ลงเล่นน้ำหรือล่องแพให้สวมเสื้อชูชีพเพื่อความปลอดภัยทุกครั้ง
ขณะที่ผู้ประกอบการเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เขื่อนฯ จำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้มีน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ริมตลิ่งบางส่วน โดยผู้ประกอบการได้มีการเตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการได้เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดผ่านทางไลน์กลุ่มที่ตั้งขึ้นระหว่างผู้ประกอบการท้ายน้ำกับเขื่อนวชิราลงกรณ เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำ ณ ปัจจุบัน
โดยเมื่อเวลา 11.00 น. ศูนย์อุทกวิทยาชลประทานภาคตะวันตก (กาญจนบุรี) รายงานระดับน้ำตามสถานีต่างๆ ที่อยู่ลำน้ำแควน้อย ที่ไหลจากเขื่อนวชิราลงกรณ ดังนี้ ที่สถานี K.54 ต.ลิ่นถิ่น อ.ทองผาภูมิ ระดับตลิ่ง 8.00 เมตร อัตราน้ำไหล 970.00 ลบ.ม./วินาที สถานี K.58 บริเวณท่าน้ำปากแซง อ.ไทรโยค ระดับตลิ่ง 9.00 เมตร อัตราน้ำไหล 950.00 ลบ.ม./วินาที สถานี K.10 บริเวณท่าน้ำลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค ระดับตลิ่ง 10.30 เมตร อัตราน้ำไหล 950.00 ลบ.ม./วินาที สถานี K.37 ท่าน้ำวัดไชยชุมพลชนะสงคราม พระอารามหลวง (วัดใต้) และ ต.วังเย็น อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ระดับตลิ่ง 11.65 เมตร อัตราการไหล 2,300.00 ลบ.ม./วินาที และที่สถานี K.11A เขื่อนแม่กลอง อ.ท่าม่วง ระดับตลิ่ง 6.20 เมตร อัตราการไหล 1,350 ลบ.ม./วินาที
สำหรับเขื่อนแม่กลอง เป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นบนแม่น้ำแม่กลอง โดยรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ มีความสามารถในการระบายน้ำสูงสุด 3,100 ลบ.ม./วินาที

