ความคืบหน้าคดีนักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษวัย 19 ปี อ้างโดนวางยาและถูกข่มขืน ขณะเที่ยวบนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนอ้างตำรวจไม่รับแจ้งความ แต่ต่อมาตำรวจระบุหญิงชาวอังกฤษแจ้งความแค่ถูกลักทรัพย์ ไม่ได้ระบุถึงเหตุที่อ้างว่าโดนข่มขืน ทำให้เจ้าหน้าที่สั่งเช็กวงจรปิดและสอบพยานในพื้นที่เพื่อหาข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าข่าวสดออนไลน์เปิดใจสอบถามข้อเท็จจริงกัคุณแม่ของหญิงสาวชาวอังกฤษที่อ้างโดนข่มขืนบนเกาะเต่า โดยกล่าวว่า ลูกสาวเคยทำงานในศูนย์พักพิงเด็กกำพร้าที่ประเทศศรีลังกาเป็นเวลา 2 เดือน ก่อนเดินทางมายังประเทศไทยพร้อมกับเพื่อนชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งที่รู้จักกันระหว่างทาง เมื่อมาถึงประเทศไทยแล้วลูกสาวและเพื่อนได้เดินทางไปเกาะพีพี จ.ภูเก็ต และเกาะเต่า โดยมีแผนจะเดินทางต่อไปยังเกาะพะงันในวันที่ 26 มิถุนายน ขณะลูกสาวและเพื่อนคนหนึ่งเดินทางไปดื่มเหล้าที่ลีโอบาร์ หาดทรายรี ในคืนวันที่ 25 มิถุนายน จู่ๆทั้งสองก็รู้สึกง่วงนอน จึงตัดสินใจเดินกลับที่พัก แต่ระหว่างทางทั้งสองเห็นชายชาวไทยคนหนึ่งตะโกนเรียกที่ชายหาด จากนั้นก็หมดสติไป เมื่อรู้สึกตัวอีกที ทราบว่าลูกสาวถูกข่มขืน และจำได้ว่าผู้ก่อเหตุขี่รถมอเตอร์ไซค์หลบหนีจากที่เกิดเหตุ โดยลูกสาวยังเก็บเสื้อยืดสีดำที่ใส่ระหว่างเกิดเหตุไว้เป็นหลักฐานด้วย ส่วนเพื่อนผู้เสียหายที่ไปดื่มด้วยกันนั้น ถูกปล้นทรัพย์สินไป
แม่เหยื่อสาวกล่าวต่อว่าในวัดถัดมาลูกสาวและเพื่อนเดินทางไปยังเกาะพะงัน และพยายามแจ้งความเหตุข่มขืนที่เกิดขึ้น แต่ตำรวจระบุไม่สามารถรับแจ้งความได้ เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่เกิดเหตุ และรับแจ้งความได้เฉพาะเหตุชิงทรัพย์สินเท่านั้น หลังจากนั้นลูกสาวจึงเดินทางกลับประเทศ แต่เพื่อนของลูกยังอยู่ประเทศไทยต่อ และพยายามแจ้งความที่สภ.เกาะเต่า ซึ่งตำรวจได้เดินทางไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ลีโอบาร์ แต่ได้รับแจ้งว่าข้อมูลถูกลบไปแล้ว ลูกสาวได้พบแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักรหลังเดินทางถึงประเทศ และขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์ช่วยเหลือผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้ยังแจ้งความและมอบเสื้อยืดในวันเกิดเหตุให้แก่ตำรวจสถานี Lewisham ไว้เป็นหลักฐานด้วย
“การปฏิเสธข่าวที่ลูกสาวของดิฉันถูกข่มขืน เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง และดิฉันขอแนะนำว่าไม่ควรมีใครเดินทางไปเที่ยวประเทศไทยจนกว่าเรื่องอันน่าประณามนี้จะได้รับการจัดการอย่างเรียบร้อย” แม่เหยื่อสาวชาวอังกฤษกล่าว

