หน้าแรก ภูมิภาค ชาวบ้านที่ถูก...

ชาวบ้านที่ถูกข้อหาบุกรุกที่สาธารณะร้องศูนย์ดำรงธรรมเพชรบูรณ์หลังพบหลักฐานใหม่

29.08.18 | 16:00 น.

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 29 สิงหาคม ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ชาวบ้านหมู่ที่ 10 ตำบลป่าเลาและหมู่ที่ 1 ตำบลนางั่ว อ.เมืองเพชรบูรณ์ จำนวนราว 50 คน นำโดยนายยุพราช บัวอินทร์ อดีต ส.ส.เพชรบูรณ์ และนายรภัสสิทธิ์ ประสพธนากิตติ์ ทนายความ เข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กรณีชาวบ้าน 26 รายถูกดำเนินคดีบุกรุกที่ดินโคกตาดสาธารณประโยชน์ตั้งแต่เมื่อปี 2559 ทั้งที่ในข้อเท็จจริงที่ดินโคกตาดฯเป็นคนละแปลงกับที่ดินที่เป็นข้อพิพาทกับชาวบ้านที่ครอบครองและอยู่อาศัย ปัจจุบันที่ดินโคกตาดฯแปลงนี้ซึ่งมีเนื้อที่เกือบ 10,000 ไร่ ได้ถูกออกโฉนดและถูกสร้างเป็นหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ไปแล้ว จนส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาต่อสู้คดี จึงเรียกร้องให้มีการพิจารณายกเลิกการบังคับใช้หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง(นสล.)ที่พช.159 ที่ออกโดยมิชอบ ซึ่งไปทับซ้อนกับที่ดินชาวบ้าน

ทั้งนี้ ชาวบ้านยังได้นำภาพถ่ายทางอากาศซึ่งอ่านและแปลโดยกรมแผนที่ทหาร มาแสดงพร้อมมอบให้เป็นหลักฐานให้แก่นายนพพร ดอกไม้งาม นิติกรผู้ชำนาญการประจำศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดฯ ซึ่งรับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวไว้ นอกจากนี้ยังมี น.ท.หญิงงามเพ็ญ วงศ์วัฒนะ นายทหารวิเคราะห์และพัฒนาระบบ ศูนย์ข้อมูลทางแผนที่ กรมแผนที่ทหาร เข้าร่วมชี้แจงถึงการอ่านและแปลแผนที่ภายถ่ายทางอากาศดังกล่าวโดยชี้ให้เห็นว่า ตำแหน่งที่ดินฯโคกตาดเดิมเมื่อปี 2497 อยู่ในตำแหน่งไหน จากนั้นนำภาพถ่ายทางอากาศช่วงปีต่อๆมาโดยเฉพาะเมื่อปี 2553 หลังมีการออกหนังสือ นสล.ที่พช.159 เนื้อที่ 1,977 ไร่มาอ่านแปลและวิเคราะห์แล้ว พบว่าตำแหน่งแนวเขตที่ดินซึ่งมีการประกาศเป็นที่ดิน นสล. ถูกเคลื่อนหรือโยกไปทับซ้อนบนที่ดินที่เกิดข้อพิพาทกับชาวบ้าน


“จากการตรวจสอบตำแหน่งจีพีเอสบ้านพักชาวบ้านทั้งที่ถูกดำเนินคดีและบางรายไม่ถูกดำเนินคดี ทำให้มีข้อสงสัยว่าบางจุดใช้ค่าตำแหน่งเดียวกันทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางแผนที่ว่าค่าพิกัดในแต่ละบ้านจะมีค่าพิกัดเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบว่าการจับพิกัดค่าจีพีเอสไม่ได้ตรงกับตำแหน่งบ้านหรือวัด แต่ไปจับวัดค่าบนถนนแทนแล้วไปกล่าวหาเป็นการบุกรุก จึงเป็นข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้หลักวิชาการในการจับพิกัดจีพีเอส” น.ท.หญิงพรเพ็ญกล่าว

ด้านนายยุพราชกล่าวว่า ชาวบ้านมาร้องขอความเป็นธรรมนั้นไม่ได้เรียกร้องให้มีการจับกุมเพิ่มหรือต้องดำเนินคดีทั้งหมด แต่ต้องการให้ทางศูนย์ดำรงธรรมฯพิจารณาข้อมูลที่เป็นความจริง เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม ส่วนจะมีเจ้าหน้าที่รายใดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็เป็นเรื่องของทางราชการ ซึ่งเป้าหมายของชาวบ้านก็ต้องการพิสูจน์ว่าคนที่ทำแผนที่จนชาวบ้านถูกดำเนินคดีใช้หลักในการจับค่าพิกัดหรือตำแหน่งอย่างไร

นายรภัสสิทธิ์ ประสพธนากิตติ์ ทนายความกล่าวว่า ความจริงที่ดิน นสล.เลขที่ที่ 159 เนื้อที่ 1,977 ไร่ ที่เกิดข้อพิพากกับชาวบ้าน ควรจะอยู่ในที่ดินสาธารณะทุ่งเลี้ยงสัตว์โคกตาดเนื้อที่ 10,000 ไร่ แต่ที่ดินนสล.ที่ 159 ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่าออกตามที่ดินทุ่งเลี้ยงสัตว์แปลงนี้ กลับหลุดหรือเคลื่อนออกมานอกกรอบที่ดินโคกตาด 10,000 ไร่ซึ่งไม่รู้ไปเอื้อประโยชน์ให้กับใครหรือคนกลุ่มไหนหรือเปล่า ส่วนภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศและรายงานการแปลนี้ เป็นหลักฐานใหม่ที่เพิ่งจะได้มา ในขั้นตอนการพิจารณาคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ก็จะขอเพิ่มเติมพยานหลักฐานนี้เข้าไป

Advertisement