เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม เผยว่า วัดไผ่ล้อมได้จัดทำโครงการไถ่ชีวิตโค (พันธุ์กำแพงแสน) ขึ้น ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ที่วัดไผ่ล้อม ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มจำนวนโคต้นน้ำ หรือโคแม่พันธุ์ในประเทศ เพื่อสร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร วิธีการดำเนินงาน สหกรณ์กำหนดคุณสมบัติ ตรวจสอบและคัดเลือกสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ สหกรณ์รับมอบโคแม่พันธุ์จากวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม สหกรณ์จัดทำทะเบียนประวัติโค และรับโคแม่พันธุ์เข้าระบบของสหกรณ์ จัดส่งโคพร้อมจัดทำสัญญาในการรับโคกับสมาชิกสหกรณ์ ติดตามผลการดำเนินโครงการของสมาชิกทุก 1 ปี เช่น จำนวนลูกโคเกิด รายงานผลการดำเนินโครงการให้กับวัดไผ่ล้อมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด รับผิดชอบดูแล และที่สำคัญประโยชน์ที่ได้รับ สามารถสร้างมูลค่าทางจิตใจให้กับผู้ไถ่ชีวิตโค จากการตรวจสอบการเลี้ยงโคแม่พันธุ์ ว่าเลี้ยงอยู่ที่ใด มีผลผลิตหรือไม่ อย่างไร โคแม่พันธุ์ได้รับการไถ่ชีวิต สามารถให้ผลผลิตต่อสมาชิกสหกรณ์ได้สร้างอาชีพและรายได้ของสมาชิกสหกรณ์
หลวงพี่น้ำฝน กล่าวและว่า การทำบุญไถ่ชีวิตโค ทั้ง 9 ตัวนี้ถือเป็นบุญใหญ่ ที่ร่วมกันระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน สำหรับบ้านก็คือนำโดยร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานายเงี๊ยบ พุทธมณฑลสาย 4 และประชาชนทั่วไป ส่วนวัดก็คืออาตมา และคณะสงฆ์ ในส่วนของโรงเรียนก็คือสหกรณ์โคเนื้อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จำกัด อนึ่ง โคพันธุ์กำแพงแสน เป็นการปรับปรุงพันธุ์โคพื้นเมืองของไทยคุณสมบัติที่ดีเลิศของโคพื้นเมืองที่ไม่มีโคพันธุ์ใดเทียบได้ คือความสมบูรณ์พันธุ์ ได้แก่ เป็นสัดเร็ว ผสมติดง่าย ได้ลูกทุกปีทั้งๆ ที่ได้รับอาหารไม่ค่อยสมบูรณ์นัก แต่เนื่องจากโคพื้นเมืองไม่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นโคขุนในระบบธุรกิจได้ ทั้งนี้ เพราะมีขนาดตัวเล็ก และโตช้า จึงได้มีการปรับปรุงโคพื้นเมืองโดยการนำโคพันธุ์ บราห์มันมาผสมเพื่อให้ได้ลูกที่มีขนาดใหญ่และโตเร็วขึ้นแต่เป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่า โคอินเดีย (บราห์มันและอินดูบราซิล) มีข้อด้อยเรื่องความสมบูรณ์พันธุ์ การยกระดับเลือดโคบราห์มันให้สูงขึ้นจะมีปัญหาการผสมติดยากมากขึ้น ยิ่งถ้าได้รับอาหารไม่สมบูรณ์ โคจะไม่ยอมเป็นสัด นอกจากนี้ คุณภาพของเนื้อโคบราห์มันก็ด้อยกว่าโคเมืองหนาว ดังนั้น จึงเกิดโครงการปรับปรุงพันธุ์ ขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พยายามรักษาเลือดโคพื้นเมืองไว้ 25 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้คงความดีของความสมบูรณ์พันธุ์ และจำกัดเลือดพันธุ์บราห์มันไว้เพียง 25 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ได้โครงสร้างใหญ่ขึ้น โดยที่เรื่องความสมบูรณ์พันธุ์ไม่เกิดปัญหา แล้วนำโคพันธุ์ชาโรเลส์เข้ามาช่วยในเรื่องการให้เนื้อ และการเจริญเติบโต แต่โคพันธุ์ชาโรเลส์เป็นโคเมืองหนาว ซึ่งไม่สามารถทนต่ออากาศร้อนบ้านเราได้ จึงจำกัดเลือดของพันธุ์ชาโรเลส์ไว้เพียง 50 เปอร์เซ็นต์ โดยสรุปคือ การสร้างโคพันธุ์ “กำแพงแสน” เพื่อต้องการสร้างพันธุ์โคที่มีคุณสมบัติเป็นโคเนื้อที่ดีครบถ้วนสำหรับเลี้ยงในสภาพทั่วไปของประเทศไทย โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่(โคพื้นเมือง)เป็นพันธุ์พื้นฐาน

