เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ คณะทำงานบูรณาการจังหวัดสมุทรสาคร ประกอบด้วย นายอภิชน ส่งสุข ฐานะตัวแทน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (สสจ.) สมุทรสาคร พร้อมด้วย ร.อ.พีระพงศ์ พรมเกตุ เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย รส.1 ค่ายกำแพงเพชรอุครโยธิน, ทหารมณฑลทหารบกที่ 16 (ทบ.16), อุตสาหกรรมจังหวัด และสาธารณสุข อบต.บางโทรัด ร่วมกันเข้าตรวจสอบสถานประกอบการโรงงานรีไซเคิลแห่งหนึ่งที่ไม่มีชื่อ ซึ่งตั้งอยู่ในซอยวัดบางน้ำวน หมู่ 4 ต.บางโทรัด ทั้งนี้หลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่า มีการลักลอบปล่อยน้ำเสียออกสู่พื้นที่สาธารณะขึ้นอีก จากที่เคยถูกเรื่องร้องทุกข์ความเดือดร้อนจากผลกระทบของสถานประกอบการดังกล่าว ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดฯ มีผลทำให้แหล่งน้ำเน่าเสียและเกิดกลิ่นเหม็น ผ่านไปเมื่อช่วงที่ผ่านมา (เดือน ก.พ.59)
“ล่าสุดจึงนำสื่อมวลชนเข้าดูเป็นพยาน ปรากฏว่า จากการสำรวจภายในสถานประกอบการ พบว่าสถานประกอบการดังกล่าวตั้งอยู่บนเนื้อที่เดียวกันกับบริษัท “ศรีเรือนสร้อยรีไซเคิล เลขที่ 34” โดยมีนายสมคิด ศรีเรือนสร้อย ผู้เป็นเจ้าโรงงานเลขที่ 34 ต.บางโทรัด โดยแบ่งพื้นที่ภายในด้านหลังให้ชาวจีนเช่าเนื้อที่ ฐานะเป็นเพื่อนเพื่อทำเป็นโรงล้างถุงพลาสติก มากว่า 3 เดือน จากนั้นทางคณะตรวจสอบจึงขอให้นายสมคิด ช่วยโทรติดตามชาวจีนที่มาแบ่งเช่าที่ได้รับทราบปัญหา” คณะทำงาน กล่าว
สำหรับผู้ที่เช่าทำที่แล้วเกิดปัญหาคือ นายหลิว เชา สัญชาติจีน มาขอทำกิจการล้างถุงพลาสติกเก่า โดยมีเครื่องล้างถุงพลาสติกขนาดใหญ่นำเข้ามา และถุงบิ๊กแบ็กที่บรรจุถุงพลาสติกเก่าจำนวน 20 ใบ ส่วนสภาพด้านข้างโรงงาน ปรากฏว่า ตรวจสอบมีน้ำเน่าเสียและขยะรวมอยู่โดยรอบ ขณะเดียวกันมีต่อท่อระบายน้ำส่งตรงผ่านกำแพงออกไปยังพื้นที่สาธารณะ และไม่มีบ่อบำบัดน้ำเสียภายใน

จากการตรวจสอบไม่พบใบอนุญาตหรือเอกสารใดๆ มายืนยันประกอบกิจการทั้งสิ้น ซึ่งสถานประกอบการแห่งนี้อยู่ในพื้นที่และใช้บ้านเลขที่เดียวกันกับบริษัทของนายสมคิด ที่ประกอบกิจการในการล้างถัง จึงต้องมาส่วนรับผิดชอบเพราะอยู่ในเนื้อที่เดียวกัน
ทั้งนี้ ตามรายงานข้อมูลระบุว่า เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา สถานประกอบการของนายสมคิด ถูกคำสั่งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้หยุดกิจการลงไว้ชั่วคราว สืบเนื่องเป็นกิจการเข้าข่ายก่ออันตรายต่อสุขภาพ แต่ล่าสุดนี้ยังมีการลักลอบดำเนินกิจการมาต่อเนื่องตามที่ถูกร้องเรียน
คณะทำงานจึงแจ้งให้ข้อกล่าวหาในความผิดให้ทราบ อาทิ ฝ่าฝืนตามบันทึกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ อบต.ที่ให้หยุดชั่วคราวแต่ไม่ปฏิบัติตามเพื่อแก้ไข และได้มีการประกอบการกิจการที่เป็นอันตรายต่อประชาชนและสุขภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังไม่ทำใบอนุญาตประกอบกิจการประเภทเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงนำส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีที่มีการดำเนินกิจการมาไม่หยุดนั้นยังมีโทษถูกปรับรายวันเรื่อยมาวันละ 5,000 บาท

“ขณะที่อุตสาหกรรมฯพิจารณากฎหมายเห็นว่า ต้องสั่งหยุดการดำเนินการลงทันทีเพราะเบื้องต้นไม่มีใบแจ้งการประกอบกิจการโรงงานมาแสดง ซึ่งภายในมีเครื่องจักรกล เกิน 5 แรงม้า ฐานเข้าข่ายเป็นโรงงาน อย่างไรก็ตาม หากประสงค์จะดำเนินการต่อนั้น ต้องไปผ่านขั้นตอนการขออนุญาต และต้องมีสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ตลอดจนน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดของสถานที่ต้องผ่านมาตรฐานสากลด้วยจึงจะสามารถทำธุรกิจนี้ต่อได้” คณะทำงานกล่าวทิ้งท้าย

