จากกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สั่งสอบข้อเท็จจริง หลังจากต้นศรีมหาโพธิ์ขนาดใหญ่อายุ 60 ปี บริเวณจุดชมวิวด้านทิศตะวันออกบนเขาช่องกระจก ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด ในเขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ ถูกตัดโค่นสภาพเหลือแต่ตอเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา สำหรับต้นพระศรีมหาโพธิ์ดังกล่าว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นเขาช่องกระจก เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2501
เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้แสดงความรับผิดชอบเพียงการยื่นกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษผ่านกระทรวงมหาดไทย แต่ยังไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ รวมทั้งการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ทำลายทรัพยากรป่าไม้ในเขตป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 เนื่องจากไม่มีเอกสารใดยืนยันว่าวัดธรรมิการามเป็นผู้ครอบครองหรือขอใช้ที่ดินจากหน่วยงานรัฐบนเขาช่องกระจก ที่มีพื้นที่ลาดชันเกิน 35 องศา
“หากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไม่แจ้งความดำเนินคดีกับวัดธรรมิการาม สมาคมฯจะพิจารณาร้องทุกข์กล่าวโทษตามประมวลกฎหมายมาตรา 157 ต่อไป เนื่องจากตำแหน่งเจ้าอาวาส หรือเจ้าคณะจังหวัดไม่ได้อยู่เหนือกฎหมายบ้านเมือง เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หรือเจ้าหน้าที่ปกครองจังหวัด ต้องแจ้งดำเนินคดีเพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” นายศรีสุวรรณกล่าว
ด้านนายคงศักดิ์ มีแก้ว รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยการจัดการป่าไม้ สำนักวิจัย กรมป่าไม้ กล่าวว่า ขณะนี้ได้นำซากต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปอนุบาลเพื่อฟื้นฟูสภาพ ที่ด้านหน้าศูนย์การเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ถนนสวนสน – อ่าวน้อย ในเขตเทศบาลเมืองประจวบฯ โดยมีการประกอบพิธีบวงสรวงเพื่อขอขมา จากนั้นจะนำลงดินที่เตรียมไว้พร้อมใช้ตาข่ายคลุมเพื่อรักษาความชื้น นำเนื้อเยื่อที่ยังมีชีวิตเพาะบ่ม ทำการรักษาเพื่อป้องกันเชื้อรา มีความหวังว่าจะมีแตกตาขึ้นใหม่ จากนั้นจะพัฒนาเป็นลำต้นใหม่ต่อไปในอนาคต แม้ว่าจะมีโอกาสน้อย คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือนจะทราบผล

