หน้าแรก ภูมิภาค ‘แปดริ้...

‘แปดริ้ว’ เร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานทุกมิติ เตรียมพร้อมรองรับอีอีซี

3.09.18 | 15:47 น.

แปดริ้วเร่งผลักดันระบบโครงสร้างพื้นฐานในทุกมิติ เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หวั่นสภาพพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยกับนักลงทุนขนาดใหญ่ที่พร้อมแจ้งเกิดทุ่มงบลงทุนหลายแสนล้านบาท

การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยการกำหนดพื้นที่เป้าหมายนำร่องใน 3 จังหวัดคือฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง และกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับการส่งเสริมเพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับการลงทุน และการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจและการอำนวยความสะดวกต่างๆ ในพื้นที่ ให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ


เป้าหมายการพัฒนามี 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.โครงสร้างพื้นฐาน 2.ธุรกิจ/อุตสาหกรรม 3.ท่องเที่ยว 4.เมืองใหม่ ประกอบด้วย 15 โครงการ และ 5 โครงการหลัก มี เมืองการบินภาคตะวันออก (สนามบินอู่ตะเภา) ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (EV/AV) และเมืองใหม่ ฉะเชิงเทรา พัทยา ระยอง

นายสุวิทย์ คำดี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เผยว่า ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรามีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งรถไฟความเร็วสูง ถนน ระบบไฟฟ้า ประปา และระบบชลประทาน กับการเตรียมความพร้อมในการรองรับอีอีซี การพัฒนาในกลุ่ม 5 โครงการหลักที่สำคัญ ที่ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา คือโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการลงนามในสัญญาในช่วงปลายปี 2561 และกำหนดเปิดให้บริการในปี 2566 เป็นโครงการที่ใช้โครงสร้างและแนวเส้นทางการเดินรถเดิมของระบบไฟฟ้าขนส่งมวลชนแอร์พอร์ตลิงก์ (Airport Rail Link) ที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน และใช้เขตทางเดิมของการรถไฟฯเป็นส่วนใหญ่ มีสถานีรถไฟความเร็วสูงจำนวน 9 สถานี ได้แก่ สถานีดอนเมือง บางซื่อ มักกะสัน สุวรรณภูมิ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ศรีราชา พัทยาและสถานีอู่ตะเภา รวมระยะทาง 220 กม.

“จังหวัดฉะเชิงเทรา มีพื้นที่เวนคืนใหญ่ที่สุดของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะต้องเวนคืน 550 ไร่ ใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อนำมาก่อสร้างทางวิ่ง 116 ไร่ ศูนย์ซ่อมบำรุง (เดโป้) 358 ไร่ และสถานีแห่งใหม่ 76 ไร่ สถานีฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของสถานีรถไฟชุมทางฉะเชิงเทราประมาณ 1.5 กม. การเข้าออกสถานีได้ทั้ง 4 ด้าน จากทางหลวงหมายเลข 304 มีถนนสายรองใช้เป็นทางเข้าสถานีขนาบสถานีอยู่ทั้งทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ ส่วนด้านตะวันออกและตะวันตกมีถนนเชื่อมต่อกับถนนสายรอง”

Advertisement

นายสุวิทย์กล่าวอีกว่า การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงของกรมทางหลวง ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา บนเส้นทางสายหลัก ทางหลวงหมายเลข 3, 304, 314, 315, 319, 3200, 3304, 3481, 3076 เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะของการขยายช่องจราจร สะพานข้ามจุดตัด/ข้ามทางรถไฟ สะพานลอยกลับรถเกือกม้า และสะพานลอยข้ามแยก โดยมีโครงการที่ดำเนินงานแล้วเสร็จ 4 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินงาน 9 โครงการ และโครงการที่เสนอของบประมาณปี 2562 จำนวน 4 โครงการ และโครงการที่เสนอในแผนแม่บทกรมทางหลวงอีก 27 โครงการ โดยมีโครงการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่ สายทางเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทรา ระยะทาง 50 กม. งบประมาณ 17,444 ล้านบาท ก่อสร้างในปี 2563 เพื่อรองรับโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อเสริมโครงข่ายการคมนาคมขนส่งทางถนนของจังหวัดฉะเชิงเทราให้มีความสมบูรณ์ ลดปัญหาการจราจรติดขัดบนเส้นทางเชื่อมโยงในปัจจุบัน และบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดในเขตตัวเมืองฉะเชิงเทรา รองรับรถไฟความเร็วสูง ทำให้การเดินทางและขนส่งสินค้ามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“ส่วนทางหลวงชนบทเป็นโครงข่ายสายรองที่เชื่อมโยงกับทางหลวงหลักของจังหวัด เพื่อรองรับการพัฒนาของจังหวัดฉะเชิงเทรา มีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงแห่งที่ 3 รองรับถนนวงแหวนเลี่ยงเมืองฉะเชิงเทราของทางหลวง โดยเริ่มต้น แยกจาก ทล.304 สุวินทวงศ์ (มีนบุรี) โดยเชื่อมโยงทางหลวงหมายเลข 304 ด้านทิศเหนือ (ตอนมีนบุรี-ฉะเชิงเทรา) กับทางหลวงหมายเลข 304 ด้านทิศตะวันออก (ตอนฉะเชิงเทรา-อ.บางคล้า) ระยะทาง 13 กม. ส่วนโครงการที่กรมทางหลวงชนบทอยู่ระหว่างดำเนินงานก่อสร้าง 2 สายทาง ได้แก่โครงการก่อสร้างถนนสาย ฉช.3001 แยก ทล.314 ลาดกระบัง จังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ระยะทาง 20.329 กิโลเมตร และโครงการก่อสร้างถนนสาย นย.3001 แยก ทล.305 อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และนครนายก โดยขยายช่องจราจรจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4-6 ช่องจราจร”

นายสุวิทย์ คำดี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า จังหวัดฉะเชิงเทรามีจุดเด่นคือสถานที่ตั้งอยู่ติดแม่น้ำบางปะกง มีธรรมชาติที่งดงาม ระบบนิเวศที่ดี น้ำใสสะอาดไม่เน่าเสีย มีอากาศที่บริสุทธิ์ ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเข้าไปอยู่ในพื้นที่ จึงเหมาะในการลงทุนเป็นอุตสาหกรรมสะอาด หรือกรีน อินทรัลทรี่ ใกล้ระบบขนส่งทางอากาศสนามบินสุวรรณภูมิ อยู่ไม่ห่างไกลใช้เวลาเดินทางเพียงไม่เกินครึ่งชั่วโมง ขณะเดียวกัน การคมนาคมขนส่งทางบก ทางเรือ สะดวกรวดเร็ว อยู่ใกล้ปากอ่าวแม่น้ำบางปะกง มีระบบรถไฟรางคู่ในการขนถ่ายสินค้า และรถไฟความเร็วสูง เชื่อมโยงกรุงเทพมหานคร กับอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี และระยองได้ อีกทั้งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั่วไปไม่เฉพาะชาวแปดริ้วทั้งในและต่างประเทศ ให้ความเคารพนับถือองค์หลวงพ่อพุทธโสธรกันเป็นจำนวนมาก

“จุดอ่อน เรามีปัญหาบ้านเราเรื่องน้ำทุกปี แม่น้ำบางปะกงมีน้ำเค็ม 8 เดือน แต่ปีนี้ไม่เค็มเลย และการให้บริการน้ำประปาต้องปรับปรุงระบบจ่ายน้ำ และขยายเขตเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับประชากรที่เข้ามาอยู่อาศัยอีก 3-4 แสนกว่าคน และอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ให้สามารถรองรับได้ด้วย ส่วนระบบไฟฟ้า มีแผนงานที่มีงบประมาณแล้ว การตั้งสถานีไฟฟ้า และการก่อสร้างระบบสายส่งและระบบจำหน่าย โดยมีการออกแบบรองรับการใช้ไฟฟ้า อีอีซี ปี 2563 แล้วเสร็จสามารถรองรับได้แน่นอน และถนนวงแหวนรอบเมืองฉะเชิงเทรา จะช่วยบรรเทาการจราจรติดขัดได้อีกทางหนึ่ง”

ขณะนี้มีกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ 8 บริษัทได้เข้าพบเพื่อขอให้ช่วยประสานและรายงานให้อีอีซี ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคที่จะเข้ามาลงทุนด้านกิจการพลังงาน มีมูลค่าการลงทุนเกือบ 3 แสนล้านบาท อาทิ บลูแทค, บางจาก, ตระกูลเตชะไพบูลย์ เป็นต้น ทั้งที่มีที่ดินไม่สามารถลงทุนได้ เนื่องจากพื้นที่เป็นสีเขียวไม่สามารถสร้างโรงงานอุตสาหกรรมได้

จึงขอฝากเลขาฯอีอีซีช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาลงทุน เพื่อปลายทางจะได้รับคือระบบเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองและทันสมัย สร้างงาน สร้างรายได้และเกิดอาชีพให้ชาวแปดริ้วได้พิจารณาปรับผังเมืองให้สอดคล้องกับการลงทุนที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่เป็นอุตสาหกรรมสะอาด หรือกรีน อินทรัลทรี่ มิเช่นนั้น จังหวัดฉะเชิงเทราจะขาดโอกาสในการลงทุน ทำให้โครงการขนาดใหญ่ไม่สามารถเพิ่มจีดีพี รายได้ต่อหัวของประชากร เพราะจังหวัดฉะเชิงเทราถูกกำหนดให้เป็นเมืองน่าอยู่ น่าอาศัย