เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายประทีป บริบูรณ์รัตน์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จากการที่กรมชลประทาน เร่งปล่อยระบายน้ำเหนือ ลงท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ที่ 820 ลบ.ม./วินาที และอาจส่งผลกระทบต่อระดับน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อน โดยในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าเริ่มได้รับผลกระทบ จากน้ำล้นตลิ่งในเขตแม่น้ำน้อย ซึ่งเป็นชุมชนปลูกสร้างบ้านติดแม่น้ำ และอยู่นอกคันกั้นน้ำของกรมชลประทานแล้ว ได้แก่ ชุมชนตำบลบ้านกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง ของอำเภอเสนา และ ตำบลท่าดินแดง ตำบลกุฎี ของอำเภอผักไห่ ที่ความสูงกว่า 30 เซนติเมตร
ส่วนอำเภอบางบาลนั้น ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้น แต่ยังไม่ล้นตลิ่ง ซึ่งทุกท้องถิ่นเตรียมความพร้อมเพราะว่าเชื่อว่าน้ำจะล้นตลิ่งได้ หากฝนยังตกหนักทางภาคเหนือ ซึ่งนายอำเภอบางบาล ได้ร้องขอสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ จำพวกกระสอบทรายเข้ามาแล้ว และทางสถานีตำรวจภูธรบางบาล ขอเรือท้องแบน เพื่อทำเป็นเรือตำรวจสายตรวจในพื้นที่น้ำท่วม แล้วเช่นกัน

ด้าน นายจำนงค์ ธรรมสอน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผักไห่ ได้ออกสำรวจพื้นที่ พบว่าน้ำล้นตลิ่ง ไหลข้าท่วมเฉพาะจุดที่ลุ่มต่ำ ตามใต้ถุนบ้านเรือนที่ปลูกสร้างริมน้ำ แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตรในเขตชลประทาน ทั้งนี้ได้เน้นย้ำว่า ชาวนาจะต้องเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังรอบที่ 2 ของปีนี้ ให้แล้วเสร็จก่อน 15 กันยายนนี้ ซึ่งคาดว่าเป็นไปตามข้อตกลง และพื้นที่นา 7 ทุ่ง กว่า 6 แสนไร่ จะสามารถใช้เป็นแก้มลิง กักเก็บน้ำได้ถึง 1,000 ล้าน ลบ.ม. หากปริมาณน้ำเหนือมีจำนวนมาก และจำเป็นต้องใช้ทุ่งนาเป็นแก้มลิง

