หน้าแรก ภูมิภาค ปมไม้สักยืดเย...

ปมไม้สักยืดเยื้อ! รมช.เกษตร งดพบชาวบ้านปางมะโอ-แพร่ หลังรก.เจ้าอาวาสถูกลอบยิง

5.09.18 | 18:35 น.

เมื่อวันที่ 5 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการติดตามตัวคนร้ายลอบยิง พระฐาปนพงศ์ ฐานิสสโร รักษาการเจ้าอาวาสวัดปางมะโอ ตำบลแม่พุง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ว่า ตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้นิมนต์ พระฐาปนพงศ์ มาสอบปากคำ ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังชิ้น การให้ปากคำของพระฐาปนพงศ์เพื่อติดตามเบาะแสคนร้าย การให้การยังคงอยู่ที่ความขัดแย้งเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เนื่องจากการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มอิทธิพลทำไม้เถื่อนในท้องที่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะชาวบ้านจะนำไม้สวนป่าเข้าระบบกฎหมายเพราะได้ราคาดีกว่า

พ.ต.อ.วรพล พลมณี ผกก.สภ.วังชิ้น กล่าวว่า ได้รับการกำชับให้ดูแลเป็นพิเศษ ด้วยความเป็นห่วงจากสำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 เพราะถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ รวมทั้งผู้เสียหายเป็นพระภิกษุ และเป็นนักพัฒนาในท้องถิ่น


พล.ต.ต.สรรภัทร ปราบพุตชา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ผู้กำกับตำรวจภูธรอำเภอวังชิ้น ส่งกำลังเข้ารักษาความปลอดภัย พระฐาปนพงศ์ ที่ยืนยันจะอยู่ที่วัดต่อไป วันนี้ พล.ต.ต.สรรภัทร ปราบพุตชา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแพร่เดินทางไปดูที่เกิดเหตุ ตรวจวิถีกระสุนพบร่องรอยที่ชัดขึ้นระบุจุดยืนของคนร้ายได้แล้ว พิสูจน์กระสุนปืนที่เก็บได้เป็นปืนพก .38 รีวอลเวอร์ เส้นทางของคนร้ายในการหลบหนีหลังก่อเหตุ ทางการสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน พยานบุคคล พยานแวดล้อม ต้องสรุปให้หมดภายใน 1 สัปดาห์โดยได้สั่งการให้กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเข้ามาฝังตัวทำงานร่วมแล้ว ซึ่งแนวสอบสวนจะต้องใช้นิติวิทยาศาสตร์ให้มากที่สุด

ในขณะที่เหตุการณ์อุกฉกรรจ์ดังกล่าว ส่งผลให้คณะของนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทีมที่ปรึกษา แจ้งมายังชุมชนปางมะโอแล้ว ว่า ของดการลงพบประชาชนพัฒนาพื้นที่ผลไม้อินทรีย์และแก้ไขปัญหาที่ดินไว้ก่อน รอให้สถานการณ์คลี่คลาย ค่อยเริ่มแผนงานโครงการกันใหม่ จากคำสั่งดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนในบ้านปางมะโอ ที่จะแก้ไขปัญหาที่ดิน และปัญหาสวนป่าไม้สัก ที่ตัดจำหน่ายไม่ได้ เริ่มผิดหวัง นอกจากนั้น ยังมีชาวบ้านในอำเภอเดียวกันจากบ้านม่วงคำ หมู่ 10 ตำบลสรอย กว่า 30 ราย ที่ใช้ที่ดิน สปก 4-0 1 ปลูกไม้สัก สวนป่า แล้วตัดขาย บางรายตัดสร้างบ้าน ถูกศาลสั่งจำคุก 4 ปี รอลงอาญาไว้ 2 ปี เปรียบเทียบปรับจำนวน 700,000 บาท ผู้เดือดร้อนดังกล่าว คือนางเครือวัลย์ อินพิมพ์ อายุ 44 ปี มีที่ดิน 2 แปลง เป็นสปก 4-0 1 รวมพื้นที่ 9 ไร่ พื้นที่ส่วนหนึ่งใช้ทำนา แต่พื้นที่ส่วนใหญ่นำไปปลูกไม้ผสมผสาน ทั้งไม้ผลและไม้สัก มีไม้สักอยู่ในพื้นที่ จำนวน 1,000 ต้น ปัจจุบันอายุไม้สัก 20 ปี พอดีกับลูกชายออกเรือนใหม่ จึงได้ตัดไม้สักจำนวน 50 ต้น ต้นละ 2 ท่อน เพื่อนำไปสร้างบ้านให้ลูกชาย แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้าจับกุม และยึดไม้ที่ตัด รวมจำนวน 100 ท่อน เป็นของกลาง ศาลจังหวัดแพร่สั่งจำคุก 4 ปี รอลงอาญาไว้ 2 ปี ปรับจำนวน 700,000 บาท

นางเครือวัลย์ กล่าวว่า การปลูกไม้สักในสวนผลไม้ในที่ดิน สปก. คิดว่าจะตัดใช้ได้ เมื่อป่าไม้มาส่งเสริม ก็ได้ทำตาม ใช้กล้าพันธุ์ของป่าไม้นำมาปลูก แต่ขณะนี้เพียงตนตัดมาสร้างบ้านให้กับลูกชายออกเรือนใหม่ กลับถูกเจ้าหน้าที่จับดำเนินคดี ขณะนี้ยังไม่มีเงินที่จะกินเลย ไม่ต้องพูดถึงค่าปรับ อยากขอความช่วยเหลือจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะเดินทางมาบ้านปางมะโอ ซึ่งเมื่อทราบข่าวว่าท่านงดการลงพบชาวบ้าน ก็รู้สึกผิดหวัง และเสียใจมาก

Advertisement

นางชนาภา ไทยใหม่ อายุ 46 ปี ชาวอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เป็นอีกรายหนึ่งที่ถูกดำเนินคดี ตัดไม้สักสวนป่า กล่าวว่า ไม่เคยคิดทำลายป่าเลย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บิดาตน คือนายมั่น แสนคำ อายุ 58 ปี ป่วยเป็นโรคมะเร็งที่หลอดลม บิดาจึงได้ติดต่อจำหน่ายไม้สักในสวน ปี 2557 เพื่อนำเงินมารักษาโรคมะเร็ง จำนวน 40,000 บาท จากนั้นบิดาเสียชีวิตในอีกหนึ่งเดือนต่อมา พ่อค้าที่ซื้อไม้ของบิดา ได้ตัดเมื่อวันที่ 13 มกราคม2561 ซึ่งตนก็ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ไปดูการตัด และไม่เกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าว แต่เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรสรอย ได้เรียกตัวไปเป็นพยานที่โรงพัก โดยผู้กองบอยเป็นผู้เรียกตัวไป ก็ให้ความร่วมมือด้วยดี วันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา เรียกไปโรงพักอีก ในฐานะผู้ต้องหา ถึงกับตกใจว่าจะไปเป็นพยาน แต่กลับกลายเป็นผู้ต้องหาได้อย่างไร ซึ่งก็ไม่รู้แง่มุมของกฎหมายจึงให้ความร่วมมือกับตำรวจ นัดเมื่อไหร่ก็ไป ขณะนี้เรื่องอยู่ที่อัยการ กลายเป็นผู้ต้องหาโดยโต้แย้งใดๆ ไม่ได้เลย วันที่ 28 กันยายนนี้ อัยการนัดให้ไปฟังคำฟ้อง มาถึงตรงนี้ เชื่อว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ไม่เป็นธรรมแล้ว จึงอยากขอความเป็นธรรมไปยัง นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะเดินทางมาในวันที่ 14 กันยายนนี้ แต่ถ้าท่านไม่เดินทางมา เพราะกลัวอิทธิพลกลุ่มทำไม้เถื่อน ประชาชนก็คงขาดที่พึ่งและคงต้องรับกรรมที่ทางราชการทำกับชาวบ้านต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปัญหาจากแปลงเกษตรสวนป่า และพื้นที่ดิน สปก รวมทั้งที่ดินครอบครองอื่นๆ เป็นปัญหามากทั่วทั้งจังหวัดแพร่ ซึ่งไม่มีหน่วยงานใด สนใจช่วยเหลือชาวบ้าน ทำให้ความหวังของชาวบ้านอยู่ที่นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร และถือเป็นความหวังสุดท้าย ที่ชาวบ้านหวังว่าจะมีทางออกที่ดี เมื่อมีการ งดพบประชาชน ทำให้ชาวบ้านผิดหวัง ซึ่งอาจมีการรวมตัวเดินทางไปร้องขอความเป็นธรรมที่ทำเนียบรัฐบาลต่อไป