เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2561 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)พิษณุโลก อ.วังทอง จ.พิษณุโลก นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาบึงราชนก ก่อนเดินทางเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนครั้งที่ 7/2561 ที่จังหวัดเพชรบูรณ์และเลย
โดยมี นายสุขิน รัตนเสถียร ผู้อำนวยการสำนักเจ้าท่าภูมิภาคที่ 1 และ นายสุชาติ เศรษฐอานนท์ หัวหน้าสำนักเจ้าท่าจังหวัดพิษณุโลก รายงานว่า บึงราชนกมีพื้นที่ประมาณ 4,865 ไร่ ตั้งอยู่ในเขต ต.สมอแข อ.เมือง ต.วังพิกุล อ.วังทอง ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก มี 5 หน่วยงานแจ้งตอบยืนยันกรณีขอใช้พื้นที่ คือ อบจ.พิษณุโลก เนื้อที่ 950 ไร่ มหาวิทยาลัยนเรศวรเนื้อที่ 336 ไร่ การกีฬา ไม่ได้ใช้ประโยชน์ สำนักประมงจังหวัด ไม่มีการใช้พื้นที่ และสำนักงานเจ้าท่า ใช้พื้นที่ 2 ไร่ นอกจากนี้มีชาวบ้าน 7 ราย บุกรุกพื้นที่บึงราชนกรวม 35 ไร่
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยมหิดลศึกษาแผนแม่บทและฟื้นฟูบึงราชนก จ.พิษณุโลกและรับฟังความคิดเห็นช่วงที่ผ่านมาใน 4 แนวทาง กระทั่งได้ข้อสรุป ทางเลือกที่ 4 คือ ฟื้นฟูบึงราชนกเป็นแหล่งเก็บน้ำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ด้วยวิธีขุดดินลึก 1 เมตร จากระดับท้องน้ำเดิม 35 ม.ร.ท.ก. เพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ 16.85 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร ผลิตประปา ลดปัญหาภัยแล้ง กักเก็บในฤดูน้ำหลาก ลดปัญหาน้ำท่วม เพิ่มพื้นที่ชลประทานของเขื่อนแควน้อยในช่วงฤดูฝน 2,170 ไร่ และ ฤดูแล้ง 977 ไร่ โดยส่งน้ำเข้าคลองสมอแข ปรับภูมิทัศน์โดยไม่มีการออกแบบก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างใดๆ ก่อสร้างหาดทรายเทียม ขุดลอกคลองสมอแขและคลองวงพาด ระยะทาง 3 กิโลเมตร โดยกรมเจ้าท่าร่วมเป็นกรรมการกำกับงานศึกษาโครงการแผนแม่บทและฟื้นฟูบึงราชนก
นายไพรินทร์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการทำให้บึงราชนกเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหา คือ ดินที่ขุดลอกจำนวนมหาศาลจะไปถมบริเวณใด และสงสัยว่าเหตุใดบางพื้นที่จม บางส่วนเป็นเกาะแก่งแห่งใหม่ สิ่งก่อสร้างบางสิ่งถูกทำลาย จะต้องให้ อบจ.พิษณุโลก ทำหนังสือทวงถามให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ชี้แจง
ด้านนายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายก อบจ.พิษณุโลก กล่าวว่า ปัญหาดินที่ขุดลอกนั้น ต้องแก้กฎหมาย มิฉะนั้นจะไม่มีพื้นที่กองดิน นอกจากนี้มีผลการศึกษาว่า ต้องย้ายต้นไม้ด้วยวิธีบอนต้นไปปลูกแห่งอื่นๆภายในบึงราชนก ถือว่าสิ้นเปลืองงบประมาณ ส่วนสิ่งก่อสร้างบริเวณสวนสาธารณะอาจเสียหาย จึงไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และควรทำถนนรอบบึงมากกว่า

