เกษตรกร ต.หนองกลางนา อ.เมือง จ.ราชบุรี รวมกลุ่มเลี้ยงหนูนาเพิ่มรายได้ หลังสำนักงานเกษตรอำเภอเมือง สนับสนุนงบจากโครงการไทยนิยมยั่งยืนเข้ามาเสริมหมู่บ้านละ 1 แสนบาท โครงการรุดหน้าไม่พอขายแถมยังราคาดี
เมื่อวันที่ 20 กันยายน นายอนุพงษ์ ดวงทับทิม อายุ 48 ปี ผู้ใหญ่หมู่ที่ 7 ต.หนองกลางนา อ.เมือง จ.ราชบุรี ได้รวมกลุ่มชาวบ้านซึ่งเป็นเกษตรกรทำนาปลูกข้าวมาทำอาชีพเสริมด้วยการเลี้ยงหนูพุก หรือ หนูนา เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ยามว่าง ซึ่งหลังจากทำนาเสร็จแล้วก็จะไม่มีอาชีพเข้ามารองรับ ทำให้ความเป็นอยู่ไม่พอใช้จ่าย จึงมองหาอาชีพง่าย ๆ รายได้ดี ไม่ยุ่งยากและมาจบลงด้วยการเลี้ยงหนูนาที่สามารถเพาะขยายพันธุ์ใช้ระยะเวลาไม่นาน แถมรายได้ดี
นายอนุพงษ์ ดวงทับทิม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 เปิดเผยว่า สมัยก่อนชอบหาหนูนาเป็นอาชีพ และนำหนูนาไปทำอาหารมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต ขณะที่ชาวนาได้ประยุกต์วิธีการกำจัดหนูนาจากใช้กรงดักได้หันมาใช้กระแสไฟฟ้าล้อมในนาข้าว ทำให้หนูนาและงูตายหมดเลยสูญพันธุ์ จึงหาหนูกินไม่ได้อีกเลยตั้งแต่นั้นมา แต่ด้วยตัวเองเป็นคนที่ชอบสัตว์ จึงทดลองหันมาเลี้ยงปูนาก่อนและประสบความสำเร็จมาก แต่จะใช้เวลาดูแลนาน จึงเลิกกิจการไป และได้หันมาทดลองเลี้ยงหนูนาต่อ เพราะหนูมีอัตราการเลี้ยงน้อย อย่างที่เลี้ยงไว้ที่บ้านใช้เวลาประมาณ 2 วันจะเปิดบ่อลองซีเมนต์ เพื่อนำอาหารมาให้หนูกิน หลังจากนั้นก็ไปทำงานอื่น ๆ ต่อได้ ด้วยความเป็นผู้นำคือเกษตรกรในหมู่บ้านส่วนใหญ่ จะมีอาชีพทำนา ทำไร่ หลังจากที่ทำเสร็จแล้วก็จะได้รับผลผลิตการเกษตรใช้เวลา 2-3 เดือน ช่วงต่อจากนั้นจะขาดรายได้กัน ทำให้ความเป็นอยู่มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย จึงลองเลี้ยงหนูนาเป็นรายได้เสริมอีกทาง
หลังทดลองเลี้ยงครั้งแรกถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะมีตลาดส่งหลายแห่ง ประกอบกับหนูนามีคนบริโภคกันทั่วหน้าราคาไม่ตก ความต้องการของตลาดจึงดีมาก ส่วนการตลาดมีวิธีการขาย 3 วิธี ได้แก่ ขายเพื่อขยายพันธุ์ตั้งแต่อายุแรกเกิดประมาณ 1 เดือน หรือ ขายตัวละ 100 บาท 2 เดือน 200 บาท หรือเลี้ยง 8 เดือน 800 บาท แต่หากจะขายเป็นหนูเนื้อ ถ้าไม่ทำเองจะขายทั้งตัวเป็นจะชั่งขายเป็นกิโลกรัม 65 -100 บาท แต่ถ้ารวมกลุ่มกันแล้วทำเป็นถลกหนังผ่าท้องแล้วกิโลกรัมละ 100-150 บาท แต่ถ้านำมาย่างเองขายกิโลกรัมละ 250 บาท

ปัจจุบันได้มีโครงการของรัฐบาลเข้ามาส่งเสริม โดยการนำของสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองนำงบประมาณโครงการไทยนิยมยั่งยืนเข้ามาในตำบลจำนวน 3 แสนบาท จึงได้จัดประชุมอบรมและให้ชาวบ้านเสนอโครงการว่าจะทำการเกษตรเกี่ยวกับเรื่องอะไรกันบ้าง ซึ่งได้มีคณะกรรมการของหมู่บ้านได้เข้าร่วมประชุมกัน เลยเสนอให้มีการเลี้ยงหนูนาขึ้น ทำให้คณะกรรมการและชาวบ้านได้เข้ามาศึกษาดูการเลี้ยงหนูนาที่บ้าน อีกทั้งทางเกษตรอำเภอเมืองได้มาดูแล้วรู้สึกชอบใจ จึงเป็นที่มาของโครงการเลี้ยงหนูนาเกิดขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่มีเข้ามาจำนวน 3 แสนบาท และต้องแบ่งให้กับอีก 2 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 แสนบาท โดยกลุ่มเลี้ยงหนูนาจะได้งบประมาณส่วนนี้จำนวน 1 แสนบาท แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอในการเลี้ยง ได้แค่ พ่อแม่พันธุ์หนูมาจำนวน 150 ตัว พ่อพันธุ์ 37 ตัว มีอัตราการเลี้ยง แม่หนู 4 ตัว ใช้พ่อหนู 1 ตัว ใส่ลงลองปูนซีเมนที่นำมาวางซ้อนกัน 2 ลอง โดยใช้สถานที่เก่าเป็นอยู่ที่บ้านและคอกวัวเก่านำมาประยุกต์ใช้เลี้ยง

นายอนุพงษ์ ดวงทับทิม กล่าวอีกว่า คิดว่าแนวทางต่อไปถ้ารัฐบาลเล็งเห็นรายได้ที่ชาวบ้านรวมตัวกัน ก่อเกิดรายได้แก่เกษตรกรอยากขอให้มีงบประมาณเข้าสนับสนุนอีก คิดว่าจะสร้างโรงเรือนให้ดีกว่าที่ทำอยู่ และแนวโน้มต่อไปจะกระจายพื้นที่การเลี้ยงให้ทั่วถึง เพื่อต้องการสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้แห่งใหม่ของราชบุรี ตอนนี้มีประชาชนจากต่างจังหวัดสนใจและได้เดินทางมาศึกษาวิธีการเลี้ยงหนูที่กลุ่มด้วย คิดว่าน่าจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรทั่วไปได้มีอาชีพเสริมใช้เวลาการเลี้ยงน้อย ผลผลิตตอบแทนคุ้มค่า มีการปันผลครั้งแรกนั้น ทางภาครัฐให้รวมกันตั้งเป็นกลุ่มที่บ้าน แต่อนาคตเมื่อฟาร์มหนูนาเติบโตขึ้นก็จะขยายให้กับกลุ่มเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจำนวน 27 รายก่อน เพื่อนำหนูนาไปเลี้ยง เสร็จแล้วก็จะรับซื้อกลับมาที่กลุ่มฯ และจำหน่ายให้ ส่วนเงินก็จะมีการปันผลกันช่วงการประชุมของทุกเดือน

สำหรับวิธีการเลี้ยงง่าย ๆ คือ ใช้วิธีการดูแล 2 วัน ต่อ 1 ครั้ง นำอาหารจากธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด หญ้า ข้าวเปลือก กล้วย จะทำให้หนูมีขนสวยงาม โดยจะมีถุงมือและผ้าปิดปากจมูกที่ปลอดภัยในการเข้าไปดูแล ส่วนการตลาด ตอนนี้มีออเดอร์สั่งจองเข้ามาเยอะ แต่ยังไม่มีหนูพอที่จะจำหน่ายออกไป อย่างวันเสาร์ที่จะถึงนี้มีออเดอร์จองเข้ามา 250 ตัว ขายตัวละ 200 บาท ใช้หนูที่มีอายุประมาณ 2 เดือน ซึ่งเกษตรกรบางคนอาจยังไม่เข้าใจ หรืออาจจะผสมพันธุ์ไม่เป็นก็จะเอาไปเลี้ยงในบ่อเพื่อขุนให้หนูอ้วนก่อน ใช้เวลาประมาณ 4 เดือนจึงจับชั่งขาย หรือนำไปย่างขายเองก็ได้
และส่วนตัวตอนนี้ได้เปิดร้านอาหารอยู่แล้วภายในร้านจะทำหนูนาแล้วขายแปรรูปอาหารที่ร้านก่อน ถือว่าประสบผลสำเร็จดี ได้ยอดออเดอร์ที่สั่งจองเข้ามาไม่พอส่ง ขณะนี้จึงหยุดเรื่องตลาด เพราะถ้าเราส่งตลาดแล้ว หากเกิดขาดช่วงจะขาดลูกค้าเราก็เลยขอกั๊กหนูไว้ก่อน ขอตุนผลผลิตหนูอย่างเดียวก่อน เมื่อได้เวลาพอเหมาะก็จะผลิตทีเดียว เพราะการจำหน่ายทางการตลาดจะห้ามขาดช่วงเพราะลูกค้าจะไปหาแหล่งผลิตใหม่

นางสาวพรศิริ ลายไม้ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอเมือง เปิดเผยว่า เป็นการส่งเสริมภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งมีงบประมาณมาให้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ชุมชนละ 3 แสนบาท สำหรับชุมชนหนองกลางนาได้งบมาทั้งหมด 3 โครงการ โดยโครงการแรกเป็นการเลี้ยงหนูพุกหรือหนูนา ส่วนอีกโครงการเป็นการเลี้ยงกบ และอีกโครงการแปรรูปข้าว สำหรับผู้ใหญ่บ้านคนนี้ได้มีการเลี้ยงหนูนามาก่อนแล้ว โครงการนี้จึงเป็นการต่อยอดและได้นำงบมาจัดสรรแบ่งให้กลุ่มๆละ 1 แสนบาท มีการซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ซื้อวัสดุลองซีเมนต์ อาหาร จากงบประมาณที่ให้ไว้ ซึ่งเป็นความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่ ส่วนการติดตามจะให้กลุ่มจัดประชุมเรื่อยๆ มีสมาชิกจำนวน 27 ราย ที่ผ่านการอบรมแล้ว 10 ราย มีการตั้งประธาน คณะกรรมการ คนทำบัญชี สามารถตรวจสอบได้ว่ามีรายรับ รายจ่ายเข้ามาเท่าไหร่ และจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจบัญชีเข้ามาแนะนำการทำบัญชีในโครงการนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เกษตรกรได้มีความรู้ ความเข้าใจในโครงการที่ภาครัฐให้การส่งเสริมและสนับสนุนอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ทางกลุ่มได้แปรรูปทำหนูนาย่าง มีทั้งแบบลอกหนัง แบบย่างเผาขนให้มีหนังไว้ นำไปเป็นเมนูผัดเผ็ดหนูนา หนูนาทอดกระเทียมพริกไทย และเมนูอื่น ๆ ได้มากมาย ทำให้มีผู้นิยมกินหนูนามาหาซื้อกันอย่างไม่ขาดสาย ส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรหนองกลางนามารายได้เพิ่มขึ้นในภาวะระหว่างหยุดการทำนา


