จากกรณีชาวบ้านเมย หมู่ 5 และหมู่ 11 ต.ดงลิง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ และตัวแทนคณะกรรมการกองทุนต่างๆ ใน ต.ดงลิง เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ สภ.กมลาไสย เพื่อดำเนินคดีกับนายประยูร เห็มวิพัฒน์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลดงลิง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ และเข้าร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรม โดยระบุว่า นายประยูร ได้ยักยอกเงินกู้กองทุนต่างๆ ของหมู่บ้าน และหลอกให้ชาวบ้านกู้เงินจากธนาคารออมสิน สาขาท่าคันโท และธนาคารออมสิน สาขากมลาไสย เพื่อนำไปปล่อยเงินกู้ แล้วรับปากว่าจะเป็นผู้ใช้หนี้กับธนาคาร แต่กลับไม่ยอมใช้หนี้และนำเงินหนีหายไป จนทำให้ชาวบ้านหลายรายถูกธนาคารฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย มูลค่ากว่า 5.5 ล้านบาทนั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ ผกก.สภ.กมลาไสย กล่าวว่า สำหรับคดีดังกล่าวมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความรวมทั้งหมด 126 คน โดยแยกออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ 1 ผู้เสียหายจากกองทุนและกลุ่มต่างๆ ประกอบด้วย กองทุนออมทรัพย์เพื่อการเกษตร กลุ่มโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ กองทุนเงินล้านหรือกองทุนหมู่บ้าน กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์สมาชิกครอบครัว และกองทุนนันทนาการหมู่บ้าน โดยในส่วนนี้สมาชิกกองทุนและชาวบ้านได้มอบหมายให้คณะกรรมการของกองทุนต่างๆ กองทุนละ 4 คน รวม 20 คน เข้าแจ้งความดำเนินคดี และให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน
ส่วนที่ 2 คือผู้เสียหายรายบุคคล ซึ่งถูกนายประยูร หลอกให้กู้เงินจากออมสิน สาขาท่าคันโท เฉลี่ยรายละ 20,000-200,000 บาท จำนวน 31 ราย และกู้เงินจากธนาคารออมสิน สาขากมลาไสย เฉลี่ยรายละประมาณ 10,000-100,000 บาท จำนวน 10 ราย โดยทุกรายจะหักเงินจากยอดเงินกู้ เพื่อให้ค่าแรงในการเซ็นเอกสารการกู้เงินกับธนาคารรายละประมาณ 1,000-15,000 บาท ส่วนเงินกู้ที่เหลืออ้างว่าจะนำไปลงทุนทำปุ๋ยและปล่อยเงินกู้ พร้อมทั้งรับปากว่าจะเป็นผู้ใช้หนี้กับธนาคารเอง แต่เมื่อถึงเวลากลับไม่ชำระเงินตามที่ตกลงกันไว้ จนทำให้ชาวบ้านถูกธนาคารส่งหนังสือทวงหนี้และดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายไปแล้วหลายราย
พ.ต.อ.ระพีพัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมด 32 ปาก พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานและเอกสารต่างๆ เพื่อขออนุมัติหมายจับนายประยูร ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ซึ่งศาลก็ได้อนุมัติหมายจับตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา เลขที่ จ 354/2561 แล้ว เบื้องต้นคาดว่านายประยูร ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ เพราะทราบว่าได้หายตัวไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ชุดสืบสวนก็ยังลงพื้นที่หาข่าวและเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี
ด้านนายอำพร คชรมย์ หนึ่งในคณะกรรมการกองทุนเงินล้านบ้านเมย หมู่ที่ 11 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเหรัญญิก และคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวคณะกรรมการกองทุนและชาวบ้านเพิ่งเริ่มทราบเรื่องช่วงก่อนเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากกองทุนและกลุ่มต่างๆ รวมทั้งชาวบ้านได้รับหนังสือทวงหนี้จากธนาคาร อีกทั้งบางรายก็ได้ถูกธนาคารฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ประกอบกับนายประยูร หายตัวไปไม่สามารถติดต่อได้ คณะกรรมการจึงช่วยกันเช็กข้อมูลเอกสารและสอบถามสมาชิก ซึ่งก็พบว่าเงินในส่วนต่างๆ หายไป ซึ่งยืนยันว่านายประยูรเป็นผู้เอาไป เนื่องจากคณะกรรมการกองทุนต่างๆ นั้นมีหน้าที่ดูแลเพียงเรื่องเอกสาร ส่วนที่เป็นตัวเงินที่กู้จากธนาคาร หรือเก็บจากสมาชิก นายประยูรจะเป็นผู้จัดการคนเดียว
นายอำพร กล่าวต่อว่า สำหรับเงินที่นายประยูรที่ยักยอกจากกองทุนเงินล้านบ้านเมย หมู่ที่ 11 นั้น เป็นเงินประกันความเสี่ยง เงินสมทบกองทุนของสมาชิก หุ้นสมาชิก เงินออม เงินบัญชี 3 ที่นายประยูรได้นำไปคนเดียว โดยไม่ปล่อยกู้และไม่แจ้งกรรมการ และเงินที่สมาชิกคืนเงินต้นทุกปีรวมยอด 3,217,868 บาท นอกจากนี้ยังมีเงินของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต หมู่ที่ 11 และหมู่ที่ 5 จำนวน 1,815,844 บาท เงินกลุ่มโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ 275,117 บาท กองทุนนันทนาการหมู่บ้าน 86,942 บาท และเงินกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์สมาชิกครอบครัว 77,900 บาท รวมทั้งหมด 5,533,671 บาท
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวของนายประยูร เพราะเคยร่วมกันทำงานมานานหลายปี อีกทั้งนายประยูรยังเป็นคนที่วาทศิลป์ในการพูดทำให้คณะกรรมการและชาวบ้านเชื่อใจ จึงให้เป็นคนจัดการเรื่องเงินคนเดียว และชาวบ้านหลายคนยอมกู้เงินจากธนาคารมาให้ แต่ไม่คิดว่านายประยูรจะทำแบบนี้ โดยขณะนี้ทางธนาคารได้ทวงถามหนี้ของกองทุนเงินล้านบ้านเมย หมู่ที่ 11 ประมาณ 3,000,000 บาทเศษ รวมทั้งดอกเบี้ยอีกประมาณ 90,000 บาท ซึ่งทำให้คณะกรรมการเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะตามกฎหมายคณะกรรมการที่เป็นผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบ ดังนั้น จึงต้องขอความช่วยเหลือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเข้าแจ้งความเพื่อติดตามตัวนายประยูรมาดำเนินคดีและรับผิดชอบที่ยักยอกเงินไป” นายอำพรกล่าว
นายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการช่วยเหลือเบื้องต้นทางนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ได้มอบหมายให้ตนลงพื้นที่ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยเบื้องต้นได้ให้สำนักงานยุติธรรมจังหวัดจัดหาทนายความ เพื่อต่อสู้คดีกับประชาชน และจะมีกองทุนยุติธรรมที่จะต้องนำมาช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ในส่วนของคดีก็ต้องว่ากันไปตามขบวนการของกฎหมาย นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันหาแนวทางแก้ไข้เพื่อหารือกับทางธนาคารเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้กับกองทุนต่างๆ และประชาชนที่เดือดร้อน

