เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิทูล บุญสพ กำนันตำรวจพรุใน แกนนำ พร้อมชาวบ้านเกาะยาว กลุ่มเจ็ทสกี จำนวนกว่า 30 คน เข้ายื่นหนังสือขอให้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ต่อนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ที่ห้องทำงาน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ศูนย์ราชการจังหวัดพังงา หมู่ 3 ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมือง จ.พังงา เพื่อต้องการให้ทางภาครัฐบรรเทาความเดือดร้อนจากการประกอบอาชีพ เจ็ทสกี บริเวณเกาะไข่ ต.พรุใน อ.เกาะยาว จ.พังงา โดยอ้างถึงกรณีเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางทะเลของจังหวัดพังงาได้เข้าตรวจที่เกาะไข่ใน เกาะไข่นอก เมื่อวันที่ 25 ก.ย.61 ที่ผ่านมา ประกาศไม่ให้มีกีฬาทางน้ำมาบริการนักท่องเที่ยว ตามประกาศจังหวัดพังงา เรื่องการจัดระเบียบชายหาดและพื้นที่บริเวณโดยรอบเกาะไข่นอก เกาะไข่ใน และเกาะไข่นุ้ย ลงวันที่ 24 ก.ย.61 ทำให้ชาวบ้านเกาะยาวที่ประกอบอาชีพอยู่เดิมบนเกาะไข่และได้มีเจ็ทสกีและกิจกรรมทางน้ำ เช่น เรือลากร่ม และบานาน่าโบ๊ท ไว้บริการนักท่องเที่ยวได้รับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง โดยมีเจ็ทสกีที่ประกอบการอยู่บนเกาะไข่ทั้งสิ้น จำนวน 75 ลำ มีชาวบ้านที่เป็นเจ้าของและพนักงานได้รับความเดือดร้อนจากการไม่มีอาชีพครั้งนี้จำนวน 76 คน ซึ่งการประกอบอาชีพของชาวบ้านที่เกาะไข่ด้านการท่องเที่ยวมีมานานตั้งแต่ปี 2540 โดยราชการเป็นผู้สนับสนุนพร้อมให้มีการควบคุมดูแล โดยการแต่งตั้งรูปแบบคณะกรรมการซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ จน 23 ก.ย.57 มีประกาศให้รื้อเกาะไข่ โดยทหารเรือและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเหตุการณ์ครั้งนี้ชาวบ้านได้เข้า ผบ.กองทัพเรือภาค 3 ให้ช่วยเหลือ พร้อมชี้แจงความเป็นมาถึงการประกอบอาชีพบนเกาะไข่ อีกทั้งมีการขอใช้เกาะไข่เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในการประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมายตามหนังสือสำคัญสำหรับหลวง เลขที่ พง.915 ลงวันที่ 27 ธ.ค.60
ล่าสุดพบว่า การบริการนักท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะไข่ขณะนี้เป็นรายได้หลักของครัวเรือนในพื้นที่ เมื่อมีประกาศห้าม ทำให้ครัวเรือนในพื้นที่หลายครัวเรือนเดือดร้อนมาก ซึ่ง การเล่นเจ็ทสกี เรือลากร่ม และบานาน่าโบ๊ท บริเวณเกาะไข่ได้ดำเนินการเป็นกลุ่ม ชมรมเพื่อกำหนดระเบียบไม่ให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายจากการบริการเครื่องเล่นดังกล่าว จึงขอให้ทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาผ่อนผันให้ชาวบ้านจำนวน 76 คน พร้อมเจ็ทสกี เรือลากร่ม และ บานาน่าโบ๊ท ให้บริการในพื้นที่เกาะไข่อย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากอุปกรณ์เครื่องมือที่มาให้บริการทางชาวบ้านยังผ่อนชำระไม่หมด พร้อมให้ภาครัฐจัดทำแผนเกาะไข่ร่วมกันก่อนมีการบังคับใช้กฎหมายพื้นฐานจากเจ้าหน้าที่

