เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 4 ตุลาคม ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไพศาล มีสวัสดิ์ ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา ผู้อำนวยการโรงเรียนปากช่อง 2 อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ได้เดินทางมายื่นเอกสารร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กรณี ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายก อบจ.นครราชสีมา ได้ลงนามในคำสั่งที่ 3799/2561 ลงโทษฐานกระทำผิดวินัยในขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้านครราชสีมา (ต.อ.น.นม.) ซึ่งอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาต่อเติมดัดแปลง ก่อสร้าง อาคารโรงอาหาร อาคารจำหน่ายสินค้า และร้านกาแฟ และอนุญาตให้บุคคลภายนอกเช่าประกอบกิจการ หรือใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์
รวมทั้ง เป็นผู้ลงนามทำนิติกรรมสัญญากับบุคคลภายนอกจำนวน 9 สัญญา โดยเป็นการกระทำปราศจากอำนาจ ฝ่าฝืนต่อกฎหมายไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย (มท.) ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 แก้ไข เพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2553 ข้อ 155 ข้อ 157 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดหา ประโยชน์ในทรัพย์สินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พ.ศ.2543 ข้อ 6 ปฏิบัติราชการโดยไม่ชอบ เพื่อมุ่งเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลภายนอก ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นญาติใกล้ชิดให้ได้มาสัญญาเช่าโดยไม่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และแก้ไขสัญญาเช่าหลายครั้ง ทั้งๆ ที่นายไพศาลรู้สัญญาเช่าได้มาจากการกระทำผิดระเบียบกฎหมาย ควรจะแก้ไขให้ถูกต้องกลับเปลี่ยนแปลงขยายระยะเวลาสัญญาเช่าการชำระเงิน และนำสัญญาเช่าออกแสวงหาประโยชน์เช่าช่วงให้กับบุคคลอื่น และเงินค่าเช่ากลับไปจ่ายให้กับชมรมผู้ปกครอง และครู โรงเรียน ต.อ.น.นม.ทั้งๆ ที่ชมรมไม่มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบ กฎหมายแทนสถานศึกษา การกระทำดังกล่าวได้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ และเป็นการจงใจที่จะไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบ มท.ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบราชการอย่างร้ายแรงในการประชุมครั้งที่ 9/2561 คณะกรรมการข้าราชการ อบจ.นครราชสีมา มีมติให้ลงโทษปลดนายไพศาลออกจากราชการ โดยมี น.ส.ปัณฑารีย์ โชรัมย์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรม เป็นตัวแทนผู้ว่าฯ นครราชสีมา รับหนังสือ
นายไพศาล กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการข้าราชการ อบจ.ที่รับข้อมูลเพียงด้านเดียว จึงอาจวินิจฉัยไม่ครอบคลุม และมิได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ และผลที่เกิดขึ้นต่อการปฏิบัติงานแต่อย่างใด ในฐานะเป็นข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ 38 ปี ได้ทุ่มเทต่อการทำงานเพื่อรับใช้เงินภาษีอากรของประชาชน ขณะนี้ยังเหลือเวลาในการปฏิบัติราชการอีก 2 ปี ควรมีโอกาสอยู่รับใช้แผ่นดินต่อไป ตนยอมรับที่ผ่านมามีความขัดแย้งกับผู้บริหารชุดปัจจุบัน เพราะไม่อาจสนองตอบต่อการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องได้ จึงถูกกลั่นแกล้งโดยตลอด ตั้งแต่ย้ายจากโรงเรียน ต.อ.น.นม.ไปอยู่โรงเรียนปากช่อง 2 ลงโทษลดขั้นเงินเดือน ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง 2 คดี สอบวินัยไม่ร้ายแรง 4 คดี แจ้งความดำเนินคดีทางอาญา 2 คดี ไม่รวมการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงอีกหลายสำนวน
นายไพศาลกล่าวอีกว่า 7 ปีที่สร้างโรงเรียน ต.อ.น.นม.จนมีชื่อเสียงระดับประเทศเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดขึ้นอันดับที่ 14 ของประเทศ นักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ 100% ทุกปี ผลโอเน็ตอันดับที่ 2 ของภูมิภาค นักเรียนสอบเข้าแพทย์ได้จำนวนมาก ถึงแม้ถูกโยกย้าย และถูกดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องตลอด 2 ปี แต่ไม่ท้อถอย ในขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนปากช่อง 2 ได้ร่วมกับบุคลากรการศึกษา และนักเรียน รวมทั้ง ชุมชนออกพัฒนาสถานศึกษา ทำให้เกิดความเชื่อถือ และก้าวหน้าเป็นลำดับ อาทิ มีจำนวนนักเรียนเพิ่มจาก 500 เป็น 700 คน ปรับปรุงอาคารสถานที่ และสิ่งแวดล้อม ภูมิทัศน์ให้สวยงาม ปลูกต้นไม้ และสร้างห้องเรียนธรรมชาติตามศาสตร์พระราชา เพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ทำให้ มีโรงเรียน และหน่วยงานมาศึกษามาขอดูงานเป็นจำนวนมาก หากข้าราชการถูกกลั่นแกล้ง และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากฝ่ายบริหารการเมืองเช่นนี้ ทำให้ข้าราชการขาดขวัญกำลังใจ หวาดกลัว ขาดความมั่นคงในอาชีพ
“ผมได้ต่อสู้กับความอยุติธรรมด้วยชีวิต เพื่อรักษาศักดิ์ศรีข้าราชการ แต่ฝ่ายบริหารทางการเมืองกลับมิได้เมตตา และให้ความเป็นธรรม เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ส่งผลให้ข้าราชการที่อยู่ภายใต้การปกครอง มีความวิตกกังวล และหวาดกลัวอำนาจของผู้บริหารชุดปัจจุบัน จึงต้องยื่นคำร้องขออุทธรณ์คำสั่งกับรัฐมนตรีว่าการ มท.พร้อมขอความเป็นธรรมกับผู้ว่าฯ นครราชสีมา ในฐานะเป็นผู้นำข้าราชการในพื้นที่ หลังทราบคำสั่งปลดออกจากราชการเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา ผมรู้สึกเสียใจเสียขวัญ และท้อถอย เนื่องจากคำสั่งปลดออกจากราชการถือเป็นโทษที่รุนแรงมาก ความรู้สึกเทียบเท่าประหารชีวิต ทั้งๆ ที่ไม่มีเจตนาทุจริต เพียงแต่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบ ขอวิงวอนให้ความเมตตาคืนความเป็นธรรมให้ผมด้วย”นายไพศาล กล่าว



