หน้าแรก ภูมิภาค นอนคุก!! ศาลฎ...

นอนคุก!! ศาลฎีกายืนจำคุก 8 เดือนอดีตบอร์ดฟาร์มจระเข้ฯ ตามศาลอุทธรณ์

4.10.18 | 19:27 น.

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการตัดสิน นายอุเทน ยังประภากร เป็นโจทก์ฟ้องนายจรูญ ยังประภากร พร้อมพวกรวม 3 คน โดยเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายจรูญขึ้นรถบัสส่งเข้าเรือนจำกลางจังหวัดสมุทรปราการช่วงเย็นวันนี้ กรณีที่ร่วมกันยื่นเอกสารอันเป็นเท็จ ในนาม บริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์ จำกัด โจทย์หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา บรรยายฟ้อง เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2554 และวันที่ 7 มีนาคม 2554 ในเวลากลางวัน และกลางคืนต่อเนื่องกัน โดยจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่ 3 ว่าร่วมกันออกหนังสือในนามบริษัทฟาร์มจระเข้ฯ ลงวันที่ 5 มีนาคม 2554 เรื่องประกาศแจ้งให้ทราบ เรื่องนายจรูญ ยังประภากร ซึ่งเป็นกรรมการบริหาร และผู้ถือหุ้นของบริษัท ฟาร์มจระเข้ฯ ถูกศาลสั่งฟ้องล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงไม่อาจเข้ามาดำเนินการจัดการทรัพย์สินของบริษัทได้ เพราะเป็นบุคคลต้องห้าม ไม่มีความน่าเชื่อถือในบริษัท ข้าพเจ้าในฐานะประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการที่มีอำนาจเด็ดขาดของบริษัท จึงมีคำสั่งให้นายจรูญพ้นจากตำแหน่งกรรมการบริหาร และให้พ้นจากตำแหน่งบริหารของบริษัททุกตำแหน่ง ไม่ให้มีสิทธิอำนาจบริหารจัดการในกิจการของบริษัทอีกต่อไป

ศาลได้ตัดสินว่าข้อความดังกล่าว โจทก์ หรือนายอุเทน ยังประภากร ไม่ได้เป็นผู้ทำเอกสารไปแจกจ่ายให้กับพนักงาน ศาลชั้นต้น หรือศาลจังหวัดสมุทรปราการ เหตุว่าในขณะเกิดเหตุ นายอุทัย ยังประภากร สามารถเบิกความ และตอบคำถามศาลในคดีที่จำเลยกับพวกไปยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายอุทัย ยังประภากร เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ย่อมแสดงให้เห็นว่านายอุทัย ยังประภากร ไม่สามารถลงลายมือชื่อในเอกสารได้ เพราะได้จัดทำขึ้นในระยะเวลาอันใกล้เคียงกัน และเมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อของนายอุทัยในเอกสารหมาย จ.3 และ จ.9 แล้ว มีลักษณะเหมือน และคล้ายกับลายมือชื่อที่จำเลยอ้างว่านายอุทัยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสาร ประกอบกับโจทก์ยืนยันว่านายอุทัยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.3 จึงเชื่อว่าผู้ที่จัดทำเอกสารหมาย จ.3 และลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวคือนายอุทัย หาใช่โจทก์เป็นผู้ทำเอกสารตามที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์

จึงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์ว่ากระทำความผิดอาญา พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 จำคุก 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษา ซึ่งพิจารณา และลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต่อมาศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่จำเลยฟ้องโจทก์ว่ากระทำผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทจำเลยโดยการโฆษณาอันเป็นความเท็จ จำเลยจึงมีความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175 (เดิม) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น