ล่องหน! สมาชิกสหกรณ์กว่าครึ่งร้อย ร้องปิดบัญชีไม่ได้เงินต้นคืน 32 ล้านหายเกลี้ยง

เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม 2561 ที่วัดคลองตันราษฎร์บำรุง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ได้มีชาวบ้านในพื้นที่ตำบลคลองตันและตำบลเกษตรพัฒนา อ.บ้านแพ้ว เกือบ 100 คน มารวมตัวกันเพื่อร้องขอความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการนำของ พ.ต.อ.สาโรจน์ รอดมณี ผกก.สภ.บ้านแพ้ว และ สื่อมวลชน เนื่องจากชาวบ้านเหล่านี้ได้รับความเสียหายจากการออมเงินในกลุ่มออมสัจจะออมทรัพย์ ที่มีนางสมศรี เกตุแก้ว สมาชิกสภาเทศบาลตำบลเกษตรพัฒนา เป็นผู้ดำเนินงานจัดตั้งกลุ่มขึ้นมา และได้ทำให้หมุนเวียนที่มีอยู่กว่า 32 ล้านบาทขาดสภาพคล่อง จนเหลือติดบัญชีแค่ 40,000 กว่าบาท ซึ่งปัญหานี้ได้มีการร้องเรียนไปนานเกือบ 2 ปีแล้ว แต่เรื่องก็เงียบหายไป โดยในการรวมตัวครั้งนี้ก็ยังมีนายมิตรชัย แก้วทน ทนายความที่ปรึกษาของกลุ่มฯ มาร่วมพูดคุยและชี้แจงแนวทางการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายให้ชาวบ้านได้รับทราบและปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย

ด้านนางสาวณิชชาภัทร ขัดนาค อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 124 หมู่ที่ 6 ต.คลองตัน อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ประกอบอาชีพเกษตรกร ซึ่งเป็นตัวแทนชาวบ้านเล่าว่า กลุ่มออมสัจจะได้เปิดดำเนินการเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2544 โดยมีนางสมศรี เกตุแก้ว ที่เป็นสมาชิกเทศบาลตำบลเกษตรพัฒนา (สท.) เป็นผู้ดำเนินงานจัดตั้งกลุ่มออมสัจจะออมทรัพย์หมู่ที่ 1 และเริ่มขยายกลุ่มด้วยวิธีการชักชวนจากสมาชิกเดิม เพราะต้องการให้จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นกลุ่มใหญ่ มีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 32 ล้านบาท ส่วนการเปิดบัญชีนั้นก็ไม่ต้องใช้หลักฐานใดๆ ทั้งสิ้นแค่มีเงินมาส่งออมในทุกเดือนก็เพียงพอและรูปแบบการส่งเงินออมคือ ในทุกวันที่ 5 ของทุกเดือนจะทำการฝากเงินออมสัจจะได้ดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี และสมาชิกในกลุ่มยังสามารถกู้ยืมเงินจากกลุ่มออมสัจจะได้ แต่จะมีข้อกำหนดอยู่ว่าต้องผ่อนชำระหนี้ให้หมดภายใน 10 เดือน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1.50 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก


กระทั่งต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2558 นั้น ได้มีสมาชิกกลุ่มที่มาขอปิดบัญชี ตามข้อตกลงของกลุ่มที่ว่า หากใครประสงค์จะปิดบัญชีให้แจ้งปิดในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี และจะได้เงินในวันที่ 5 มกราคม แต่ผลปรากฏว่าสมาชิกที่ขอปิดบัญชีกลับได้รับการเลื่อนจ่ายเงินมาตลอดจนถึงปี พ.ศ. 2559 นางอุษณีย์ ชื่นกรมรักษ์ ซึ่งเป็นลูกสาวของประธานกลุ่มได้ออกมาประกาศว่า ทางกลุ่มได้ขาดสภาพคล่อง และมีเงินเหลืออยู่เพียง40,000 กว่าบาท โดยขอให้ทางสมาชิกกลุ่มร่วมกันตัดสินใจว่าจะเอาเงิน ปันผลหรือไม่ ซึ่งสมาชิกได้ตกลงว่าไม่เอาเงินปันผล แต่จะขอเงินต้นคืน แต่ก็ไม่มีคืน จากนั้นสมาชิกกลุ่มแทบทั้งหมดก็หยุดส่งเงินฝาก และบางคนที่กู้ยืมเงินก็หยุดชำระคืนโดยบอกให้หักเอากับบัญชีเงินออมสัจจะ เพราะสมาชิกที่กู้ยืมเงินนั้นจะได้วงเงินที่ต่ำกว่าเงินในบัญชีเงินฝาก

นางสาวณิชชาภัทร ยังบอกอีกว่า หลังจากนั้นทางสมาชิกกลุ่มได้มีการเรียกร้องมาตลอด เพื่อหาคำตอบและสาเหตุที่ทำให้กลุ่มขาดสภาพคล่องและการหายไปของตัวเงิน แต่กลับถูกประธานกลุ่มและลูกสาวปฏิเสธที่จะให้คำตอบใดๆ รวมถึงไม่ยอมให้มีการตรวจสอบเอกสารใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นทางสมาชิกกลุ่มส่วนใหญ่จึงได้รวมตัวกันและมีการล่ารายชื่อ รวมถึงจำนวนเงินคร่าวๆ พร้อมเบอร์ติดต่อ และได้หาทนายความมาเพื่อจัดการดำเนินงานทั้งหมด ซึ่งในขั้นแรกได้ไปร้องเรียนยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสมุทรสาคร และต่อมาได้จัดเวทีเพื่อหาข้อสรุปและการดำเนินงานของกลุ่ม โดยมี ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ นายอำเภอบ้านแพ้วในขณะนั้น และ พ.ต.อ.สาโรจน์ รอดมณี ผู้กํากับการ สภ.บ้านแพ้ว มาฟังข้อสรุป แต่ก็ไม่ได้ข้อยุติใดๆ เพราะคำตอบที่ได้คือขาดสภาพคล่องขาดทุน และยังไม่มีการคืนเงินต้นให้แก่สมาชิกจนทุกวันนี้

ขณะที่ทางด้านของ พ.ต.อ.สาโรจน์ รอดมณี ผกก.สภ.บ้านแพ้ว พร้อมด้วย พ.ต.อ.พันธุ์ฤทธิ์ ทิพยาธร ผกก.สอบสวน สภ.บ้านแพ้ว ก็ได้ชี้แจงว่า การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เหตุที่ล่าช้าเนื่องจากก่อนหน้านี้ คดีดังกล่าวทาง DSI ให้ความสนใจจะรับไปเป็นคดีพิเศษ แต่หลายเดือนต่อมาทาง DSI พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีทั่วไป จึงส่งกลับมาให้ทาง สภ.บ้านแพ้ว เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งก็ต้องมีการรวบรวมหลักฐานและสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยในส่วนของผู้ที่ถูกร้องเรียนนั้น ยังคงให้การปฏิเสธไม่ขอให้ปากคำใดๆ จะให้การในชั้นศาลเท่านั้น ส่วนทางผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว 58 คน โดยมอบอำนาจให้ทนายเป็นผู้เข้าร้องทุกข์แจ้งความแทนนั้น ก็ได้ส่งเรื่องให้อัยการเป็นผู้พิจารณาฟ้องร้องแล้ว ส่วนประชาชนที่เหลือที่ได้รับความเดือดร้อนจากกลุ่มออมสัจจะออมทรัพย์นี้ แต่ยังไม่ได้เข้าร้องทุกข์แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็สามารถเข้าให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และจะได้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีเพิ่มเติมกับผู้ที่ถูกร้องเรียนด้วย

บทความก่อนหน้านี้ปลัดสธ.เตรียมทำหนังสือทบทวนคำสั่งโยกย้าย ผอ.รพ.
บทความถัดไปลุ้น! “ดูแตร์เต” เผยรอผลตรวจเป็น “มะเร็ง” หรือไม่ ดับสงสัย ล่องหนครม.