เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพงษ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้สั่งการ กรณีเจ้าหน้าที่สรรพสามิตจังหวัดแพร่ กลายเป็นเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการเรียกรับเงินผู้ประกอบการสุรากลั่นชุมชน ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยเจ้าหน้าที่สรรพสามิตได้รับคำสั่งให้หาข้อเท็จจริง ได้เดินทางไปยังแหล่งข่าวเพื่อทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริง โดยได้เดินทางไปที่โรงงานที่ปิดกิจการไปแล้วที่ตำบลแม่ยางตาล พบกับกำนันตำบลแม่ยางตาล อ.ร้องกวาง จ.แพร่ และ ไปพบนางคะนอง จันทร์กระจาย หญิงชราผู้สืบทอดภูมิปัญญาการทำลูกแป้งทำเหล้าพื้นบ้าน ในต.วังหลวง อ.หนองม่วงไข่ จ.แพร่ ซึ่งได้รับการปฏิเสธจากแหล่งข่าวเหล่านี้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง สาเหตุเนื่องจาก การติดตามของภาครัฐไม่ได้คิดหรือนำไปสู่การแก้ปัญหา แต่จ้องเอาผิดคนที่ให้ข้อมูล

ล่าสุด แหล่งข่าวเป็นผู้ประกอบการเหล้ากลั่นชุมชนใน ต.ห้วยหม้าย เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้หนึ่งที่ต้องจ่ายส่วยเข้าบัญชีของนาง อ. เป็นประจำ เนื่องจากเหล้าพื้นบ้านที่ได้รับการเปิดโอกาสให้จำหน่ายได้ในฐานะ “สุรากลั่นชุมชน” มีกำไรน้อยมากหรือแทบไม่มีกำไรเลย ถ้าข้าวเหนียวมีราคาสูงขึ้น ทำให้ต้องหาวิธีการสร้างกำไร ส่วนหนึ่งจำหน่ายตามแสตมป์ แต่อีกส่วนหนึ่งต้องบรรจุถุงจำหน่าย ทั้งจำหน่ายปลีกและส่ง ไปยังจังหวัดต่างๆ การเดินทางไปส่งต้องคอยหลบเจ้าหน้าที่ สรรพสามิต แต่ในที่สุดสรรพสามิตก็ทราบจนได้เพราะมีการวางสาย จากกลุ่มเหล้าที่มีการแข่งขันกัน หลังจากนั้นจะถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ถูกปรับเป็นแสน แต่หลังถูกจับปรับแล้ว ได้มีการติดต่อให้ไปเข้าคิวเสียคิวเพื่อให้สามารถจำหน่ายได้ ถ้าใครไม่ไปเข้าคิวก็จะถูกปราบปรามจนต้องปิดกิจการไปเลย โรงงานของผู้ประกอบการรายนี้ก็ปิดกิจการไปแล้ว ทำให้กลุ่มทำเหล้าในตำบลห้วยหม้าย ต้องยอมโอนเงินเดือนละ 5,000 บาท บางรายก็ 3,000 บาท ไปยังบัญชีที่สรรพสามิตแนะนำ เป็นบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาแพร่ เป็นของนาง อ. ทุกเดือน จะมีผู้ประกอบการโอนเงินเข้ารวมรอบหนึ่งๆ มีจำนวนเกือบ 300,000 บาท หรือมากกว่า 300,000 บาทต่อเดือน ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ทั้งทำถูกต้องและไม่ถูกต้องไปถึงทางตันเหมือนกันหมด ความจริงแล้วสรรพสามิตควรให้การดูแลผู้ที่ประกอบการทำสุรากลั่นชุมชนเพราะสร้างรายได้ภาษีให้กับจังหวัดจำนวนมหาศาล แต่กลับไม่ยอมพัฒนาไปหารายได้ใส่กระเป๋าตัวเอง
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การออกตรวจสอบของสรรพสามิตตามข่าวที่ออกมา เป็นการมุ่งไปจัดการกับผู้ประกอบการที่ให้ข่าว ไม่คิดที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ การเรียกเก็บเงินส่วย มีเงินโอนเข้าบัญชีมากกว่า 2 บัญชีขึ้นไป เส้นทางการเงินไปตกที่ใคร เมื่อโอนเข้าไปแล้ว โอนออกไปให้ใคร การตรวจสอบเพียงบัญชีธนาคารกรุงไทย ของนาง อ. ก็จะทราบแล้วว่า มีการทุจริตในกระบวนการเก็บภาษีสรรพสามิตจริง แต่พบว่าทุกฝ่ายพยายามเบี่ยงเบนไม่ให้มีการตรวจสอบบัญธนาคารดังกล่าว ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ประกอบการได้ใช้วิธีการรวมตัวแบบลับๆ รอจังหวะการประท้วงใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาการทุจริต รีดไถประชาชนในจังหวัดแพร่ รวมไปถึงการนำไปสู่การแก้กฎหมาย พ.ร.บ.สุราให้มีความเหมาะสมต่อไป กลุ่มผู้ประกอบการอาจใช้ช่วงที่มีการประกาศกฤษฎีกาเลือกตั้งทั่วประเทศก็เป็นได้

