เมื่อเวลา 22.30 น.วันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ตลาดเซฟวัน โคราช พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พร้อม พล.ต.ต.ฐากูร นัทฐีศรี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 พล.ต.ต.วัชรินทร์ บุญคง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.จ.) นครราชสีมา นำกำลังตำรวจท่องเที่ยว, สตม., ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) กองกำกับการตำรวจสืบสวนสอบสวนภูธรจังหวัด (กก.สส.ภ.จ.) นครราชสีมา และ สภ.โพธิ์กลาง อ.เมืองนครราชสีมา ร่วมแถลงข่าวการจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า จำนวน 20 จุด จับกุมผู้ต้องหา 11 ราย ประเมินมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 25 ล้านบาท สามารถตรวจยึดสินค้ากว่า 13,690 ชิ้น เช่น นาฬิกาแบรนด์เนม Casio, G-Shock ฯลฯ, กระเป๋าแบรนด์เนม หลุยส์ วิตตอง, พราด้า, กุชชี่ ฯลฯ, เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เสื้อ กางเกง รองเท้า เข็มขัด แว่นตาหลากหลายยี่ห้อ เช่น Rayban, Oakley, Nike, Adidas, Puma, Leis, Fila ฯลฯ และสินค้าอื่นๆ อีกจำนวนมาก
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์เปิดเผยว่า นโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดตั้ง ศปอส.ตร.โดยมุ่งผลการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ โดยร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องออกปฏิบัติการระดมกวาดล้างสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าตามสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ โดยเน้นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา ตลอดจนที่ปรากฏในเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ ฯลฯ และข้อมูลที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน จากการสืบสวนทางออนไลน์พบข้อมูลตลาดเซฟวัน โคราช ซึ่งเป็นตลาดนัดกลางคืนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศนิยมมาทานอาหารและจับจ่ายซื้อสินค้า จึงได้วางแผนจัดกำลังนอกเครื่องแบบลงพื้นที่หาข้อมูลทางลับเพื่อกำหนดเป้าหมาย ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในโซนพาวิลเลี่ยน จากนั้นบูรณาการกำลังกว่า 50 นาย เข้าทลายแหล่งจำหน่ายสินค้าจุดเป้าหมายพร้อมกันเมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขยายผลการจับกุมแหล่งผลิต ผู้ที่นำเข้า
“จากผลการดำเนินการสืบสวนทางโลกโซเชียลมีเดียตั้งแต่ปี 2560-2561 ได้ดำเนินการตรวจสอบปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีการละเมิดไปกว่า 700 เว็บไซต์ มีการดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดไปแล้วกว่า 60 ราย ฝากถึงผู้ที่ยังดำเนินการผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด การประกาศขายทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หากยังดำเนินอยู่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการจับกุมดำเนินคดีขยายผลถึงนายทุนตลอดจนใช้มาตรการยึดทรัพย์จากความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(13) และมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อให้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยหมดไป” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าว



