เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม น.ส.สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล นักวิชาการเครือข่ายชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลสรุปจากการพิจารณาให้มะพร้าวและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวเป็นสินค้าควบคุมว่ามีการกำหนดมาตรการอย่างไร โดยเฉพาะการควบคุมเพื่อป้องกันการนำโควตามะพร้าวนำเข้าส่วนเกิน จากการส่งโรงงานกะทิไปจำหน่ายในท้องตลาดทุบราคาผลผลิตในประเทศ การกำหนดปริมาณการเก็บผลผลิตเพื่อรอการตรวจสอบก่อนการเคลื่อนย้าย รวมทั้งการกำหนดมาตรการห้ามนำมะพร้าวนำเข้าออกไปกะเทาะนอกโรงงานกะทิ ที่สำคัญกรมวิชาการเกษตรจะต้องเร่งจัดเก็บข้อมูลดีเอ็นเอจากมะพร้าวเวียดนาม พม่า และอินโดนีเซีย ให้เสร็จภายในเวลา 3 เดือน เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลผลิตมะพร้าวภายในประเทศ
นายสายชล จ้อยร่อย เจ้าของ บริษัท นิลทองแท้ จำกัด ผู้ส่งออกมะพร้าวขาวมากที่สุดในประเทศ ที่หมู่ 3 ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก กล่าวว่า การกำหนดให้มะพร้าวและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวเป็นสินค้าควบคุม อาจมีปัญหาถูกคัดค้านจากบริษัทผู้ผลิตน้ำกะทิส่งออกรายใหญ่ของประเทศกว่า 30 ราย เนื่องจากหลายมาตรการจะส่งผลกระทบกับตลาดการแข่งขันเพื่อส่งออก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียนมีราคาต้นทุนจากวัตถุดิบที่ต่ำกว่า และหากในอนาคตมีผลกระทบมาก โรงงานส่วนใหญ่อาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น
“ สำหรับการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันฯอาจรับเงื่อนไขของเครือข่ายขาวสวนมะพร้าวประจวบฯไม่ครบทั้ง 8 ประเด็น สำหรับราคามะพร้าวผลหรือมะพร้าวขาว หากจะมีราคาสูงขึ้น จะมีผลต่อเนื่องจากการผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ส่วนการเรียกร้องให้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลเป็นเวลา 7 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 – พฤษภาคม 2562 ก่อนรัฐจะตัดสินใจตามข้อเรียกร้อง จะต้องสอบถามผู้ประกอบการโรงงงานกะทิรายใหญ่ในประเทศกว่า 30 แห่ง เพื่อหาข้อมูลให้ชัดเจน รวมทั้งทิศทางแนวโน้มการส่งออก หลังจากตลาดต่างประเทศได้ชะลอการซื้อผลิตภัณฑ์มะพร้าวไทยอย่างต่อเนื่อง” นายสายชล กล่าว
นายชาตรี จันทร์วีระชัย นายอำเภอกุยบุรี กล่าวว่า การกำหนดให้มะพร้าวเป็นสินค้าควบคุม จะต้องแยกส่วนให้ชัดเจนระหว่างมาตรการควบคุมมะพร้าวแกงที่ขายเป็นกะทิสดเพื่อบริโภคภายในประเทศ และ มะพร้าวสำหรับการผลิตในอุตสาหกรรมกะทิส่งออก ขณะที่แนวทางข้อเสนอการเคลื่อนย้ายมะพร้าว อาจกระทบกับชาวสวนมะพร้าวในจังหวัดประจวบฯแหล่งผลิตวัตถุดิบใหญ่สุดในประเทศ เนื่องจากปัจจุบันแหล่งรับซื้อและโรงงานกะทิอยู่นอกเขตจังหวัดทั้งหมด หลายฝ่ายเกรงว่าการเคลื่อนย้ายอาจมีปัญหาเจ้าหน้าที่บางหน่วยงานเรียกเก็บผลประโยชน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการออกใบเคลื่อนย้าย ส่วนการแปรรูปมะพร้าวไม่ควรรวมถึงการทำมะพร้าวขาว หากกำหนดให้แปรรูปเฉพาะในโรงงานกะทิ จะมีชาวบ้านที่ใช้แรงงานจำนวนมากอาจสูญเสียรายได้

