หน้าแรก ภูมิภาค อึ้ง ผู้การฯต...

อึ้ง ผู้การฯตรัง ชี้คดีพระพุทธสิหิงค์ขาดอายุความ เตรียมตั้งคณะทำงานฯ หากจังหวัดตั้งเป็นทีมติดตาม

27.04.16 | 12:41 น.

ผู้การฯตรัง ชี้คดีพระพุทธสิหิงค์ขาดอายุความ เตรียมตั้งคณะทำงานรวบรวมข้อมูล หากจังหวัดตั้งเป็นทีมติดตาม เจ้าคณะอำเภอเมืองตรังเห็นด้วยจัดกิจกรรมสวดมนต์ดลใจ ขอคืนพระพุทธสิหิงค์

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 27 เมษายน ถึงความเคลื่อนไหวของประชาชนชาวจังหวัดตรัง ทุกภาคส่วนต่อการติดตามพระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมืองตรังกลับคืนมา หลังจากสูญหายไปจากวัดหัวถนน หมู่ 6 ต.นาพละ อ.เมือง จ.ตรัง เมื่อประมาณปี 2525-2526 ล่าสุด พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง กล่าวว่า การที่จะพูดคุยกันเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ต้องการขับเคลื่อนจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน จะต้องตั้งคณะทำงานขึ้น จะไปบอกว่าตั้งมากี่คณะไม่เกี่ยวกัน และที่มีการตั้งคณะกรรมการมีความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้ทุกช่วงของการทำงานไม่ว่าจะกี่ช่วง ผู้บริหารจะต้องมีการทำงานเป็นทีม ไม่งั้นความเห็นตัวเอง จะกำหนดแนวทางไม่ได้ แต่ข้อมูลของแต่ละช่วงที่มีความคืบหน้าจะต้องมี

พล.ต.ต.ดาวลอยกล่าวอีกว่า อย่างเช่นกรณีข่าวพระพุทธสิหิงค์สูญหายมาแต่แรก ช่วงนั้นได้มีการหารือกันหรือไม่ เมื่อหารือด้วยแนวทางที่ชัดเจนและผลความคืบหน้าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งหากมีคณะทำงานที่สรุปการดำเนินงานไว้ คนใหม่มาก็สามาถทำงานประสานต่อได้เลย ยกตัวอย่างเช่น คดีกวาดล้างออกหมายจับ มันจะมีประเด็นที่จะปล่อยให้หมายจับขาดอายุความ เพราะฉะนั้นการสืบสวนที่ดีจะต้องรีบสืบเป้าหมายที่กำลังจะขาดอายุความ ดังนั้นช่วงที่กำลังจะขาดอายุความต้องตีให้ขาดว่า ตกลงขาดอายุความเมื่อไหร่ กรณีพระพุทธสิหิงค์ เหตุเกิดเมื่อไหร่ และมีพฤติการณ์เป็นอย่างไร แต่พฤติการณ์จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ต้องมองเหตุเกิดเป็นประการสำคัญ เนื่องจากข้อกฎหมายจะระบุเอาไว้ในช่วงระยะเวลาที่เกิดเหตุ แม้ว่าจะหมดอายุความไปแล้วก็ตาม ก็ต้องเอามาพูดเพื่อให้ได้ความจริง

“ประการแรก พระพุทธสิหิงค์ ในข้อกฎหมายเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา โดยที่ผมมองออกเป็น 3 ส่วน คือ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ทวิ 334 ทวิ การกระทำความผิด ตีความในประเด็น ในวรรค 2 ของ ม.335 ทวิ ระบุว่า ผู้ใดกระทำความผิดในวัด สำนักสงฆ์ ที่เป็นที่เคารพทางศาสนา และเอาวัตถุไป และ ม.335 วรรค 1 ระบุว่า ผู้ใดลักทรัพย์ ที่เป็นพระพุทธรูปทางศาสนา และเข้าใน วรรค ที่ทำในวัด ทั้งวรรค 1 และ วรรค 2 โทษไหนหนักสุด ก็อยู่ในวรรค 2 มีโทษจำคุก 5-15 ปี และยังมองไปอีกว่า การกระทำตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป โดยที่พระพุทธสิหิงค์ถูกขโมยไปเมื่อปี 2526 จนถึงขณะนี้เป็นระยะเวลา 33 ปี เมื่อมีการลักในวัด โดย ม.340 ระบุว่า หากทำกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป เป็นการปล้นทรัพย์ โดยมีเส้นทางเริ่มจากคนลัก ส่งให้คนเดินทาง และผู้นำ ซึ่งคาดว่าน่าจะกระทำกันมากกว่า 3 คน จึงเป็นตัวกลาง เมื่อเป็นการปล้นทรัพย์ โทษจำคุก 15-20 ปี นี่เป็นขบวนการทางกฎหมาย ในส่วนของอายุความ 20 ปี ซึ่งในทางกฎหมายขาดอายุความไปแล้ว”

“ประการที่สอง พูดถึง พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ตาม มาตรา 31 เก็บ ซ่อนเร้น มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 700,000 บาท นอกจากนี้อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ เป็นเรื่องทางศาสนา ใช้กรณีสถานเท่านั้น ส่วนวัตถุโบราณ ไม่เข้า สรุปกรณีพระพุทธสิหิงค์ที่สูญหายไปเมื่อปี 2526 นั้น ขณะนี้หมดอายุความไปแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าหากทางจังหวัดตรังตั้งคณะทำงานโดยที่ผมเป็นหนึ่งในคณะดังกล่าว ก็จะตั้งคณะทำงานในส่วนของตำรวจเพื่อให้สอดรับด้วยการศึกษาด้านข้อกฎหมาย และตั้งคณะทำงานชุดปฏิบัติการเพื่อดำเนินการสืบสวนว่าพระพุทธสิหิงค์หายจริง มีตำหนิรูปพรรณเป็นอย่างไร หายเมื่อไหร่ พยานที่อยู่ยังมีอยู่หรือไม่ ที่ผ่านมาไม่ทราบว่ามีการสอบหาข้อหลักฐานไว้หรือไม่ อย่างไร ผมจึงต้องเตรียมความพร้อมไว้ก่อนเช่นกัน” พล.ต.ต.ดาวลอยกล่าว

Advertisement

พระมหาสุวรรณ วิชฺชาธโร เจ้าคณะอำเภอเมืองตรัง เปิดเผยว่า การสูญหายของพระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมืองตรัง อาตมาขอถามว่ามันถูกต้องหรือไม่ ที่มีการขโมยออกไปจากวัด ไม่ว่าจะเป็นใครที่กระทำ ไม่ได้สำนึกเลยว่า พระพุทธสิหิงค์เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวตรัง เพราะถ้ามีโอกาสหรือเป็นไปได้ อาตมาคิดว่าถ้าเป็นไปได้ ก็ควรติดตามนำคืนมา อย่างน้อยคนรุ่นหลังจะได้กราบไหว้กัน แต่ถ้าไม่สามาถติดตามนำคืนกลับมาได้ ต้องทำใจ เพราะเป็นไปตามหลักศาสนาคือเกิดมาก็ดับไป

“นอกจากนี้อาตมายังมีแนวคิดว่า ถ้าว่าติดตามนำกลับคืนมาไม่ได้ ก็สมควรที่จะทำใหม่ขึ้นมา ทำให้เท่าองค์จริง เนื่องจากชาวบ้านบางคนในขณะที่มีชีวิตอยู่ สามารถชี้รูปพรรณสัณฐานได้ นำมาประดิษฐาน อย่างน้อยชาวบ้านจะได้บูชากราบไหว้ ก่อนหน้านี้อาตมาเคยพูดคุยกับพระสมุห์สุรศักดิ์ เจ้าอาวาสวัดหัวถนน ว่า ถ้าทางวัดมีความพร้อมก็น่าจะมีการเททองพระพุทธสิหิงค์องค์จำลองขึ้น แม้ว่าเราอยากได้ของเราคือ แต่คนที่คอบครองไม่ให้ จำเป็นที่จะต้องหาใหม่ อย่างน้อยคนที่ครอบครองอาจจะเกิดสามัญสำนึกคืนให้ได้ แต่ถ้าจะให้ไปทวงคืนไม่รู้ว่าจะไปทวงคืนได้ที่ไหน ไม่รู้ว่าใครเอาไป มีแต่เสียงร่ำลือกันไปเท่านั้นเอง” พระมหาสุวรรณกล่าว

พระมหาสุวรรณกล่าวอีกว่า ส่วนของการจัดกิจรรมเพื่อดลจิตดลใจให้ผู้ครอบครองส่งคืนพระพุทธสิหิงค์ ไม่ว่าจะมีการสวดมนต์ของชาวบ้าน อาตมาก็เห็นด้วย และพร้อมที่จะเดินทางไปร่วมกิจกรรมด้วย แต่ต้องมีการพูดคุยกันเป็นทางการ ทั้งชาวบ้าน วัด และทางราชการ ก่อนว่า จะมีการรวมพลังกันจัดกิจกรรมสักวันหรือสองวัน และมีการสื่อสารออกไปให้ทุกคนได้ทราบ โดยที่เรื่องนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของความหวัง ในอันที่จะได้พระพุทธสิหิงค์กลับคืนมา