สิงห์เฒ่า ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เดินทางเยือนไทยหลังขึ้นรับตำแหน่งผู้นำมาเลเซียอีกครั้ง
สิ่งที่น่าสนใจคือการขึ้นบรรยายในหัวข้อ ความสัมพันธ์มาเลเซียและไทย ในบริบทของอาเซียน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.มหาธีร์ ย้ำว่า แม้ไทยและมาเลเซียจะมีความขัดแย้งกันบ้าง แต่ถือว่าเป็นมหามิตรในอาเซียนที่มีความสัมพันธ์มายาวนาน ตั้งแต่ก่อนมาเลเซียจะประกาศเอกราชจากอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2500 เสียอีก ไทยยังเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือมาเลเซียระหว่างวิกฤตการณ์มลายาครั้งที่ 2 ที่รู้จักในชื่อ สงครามจลาจลคอมมิวนิสต์ ในช่วงหลังการประกาศเอกราช ดังนั้น มาเลเซียจึงรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะช่วยเหลือประเทศไทยในการแก้ไขความขัดแย้ง รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
ถ้าเช่นนั้น ปัญหาความขัดแย้งที่ประเทศไทยเผชิญในพื้นที่ภาคใต้ ก็แก้ไขได้ด้วยหนทางสันติ นี่คือสิ่งที่ ดร.มหาธีร์ ชี้แนะในการบรรยายครั้งนี้
หากเรายอมรับว่าการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาเลเซียคือเงื่อนไขสำคัญที่จะก่อให้เกิดการเจรจาและยุติปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ประเด็นนี้ในมุมมองของนักวิชาการ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักวิจัยประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ม.อ.ปัตตานี และ ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ระบุว่า การที่ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการถือเป็นสัญญาณเชิงบวกในแง่โอกาสใหม่ แง่การเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาการพูดคุยสันติสุขให้มีผลอย่างเป็นรูปธรรมและก้าวหน้ามากขึ้น ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งตัวบุคคลและตัวรัฐบาลเอง นั่นคือนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หรือ ดร.มหาธีร์ ขณะเดียวกันก็ยังมีแนวคิดของตัวเองในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยด้วย
ที่ผ่านมา การพูดคุยมีผลโดยตรงต่อการลดระดับความรุนแรง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 เป็นต้นมา ซึ่งมีการพูดคุยกันตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว สถานการณ์เริ่มดีขึ้นและเริ่มลดระดับลงมาตามลำดับในรัฐบาลปัจจุบัน อันเป็นผลต่อเนื่องจากการพูดคุย สามารถแก้ปัญหาหลายอย่างได้ รวมถึงการจัดการด้านความมั่นคงด้วย ดังนั้น การพูดคุยจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ เนื่องจากแก้ปัญหาได้จริงและสถานการณ์ความรุนแรงดีขึ้น
ประเด็นการเปลี่ยนหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้คนใหม่ จาก พล.อ.อักษรา เกิดผล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็น พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 นั้น ผศ.ดร.ศรีสมภพ มองว่า ประเทศไทยมี 2 ระดับคือ ระดับรัฐบาลและระดับนโยบาย ซึ่งในระดับนโยบายใหญ่น่าจะยังคงเดิม แม้จะเปลี่ยนบุคคล ขณะเดียวกัน ในทางปฏิบัติ พล.อ.อุดมชัย มีประสบการณ์แบบหนึ่ง ที่ต่างจาก พล.อ.อักษรา น่าจะมีความคิดริเริ่มใหม่ๆ ด้านการประสานงานพื้นที่ อันเป็นจุดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้
นอกจากนี้ ดร.มหาธีร์ได้เสนอว่า สามารถแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจา มองว่าสอดคล้องกับสิ่งที่ทำมาก่อนหน้านี้ และย้ำให้เห็นความสำคัญมากขึ้นว่าต้องทำควบคู่กันไป
ความหมายของการเจรจา อาจหมายถึงนายมหาธีร์ต้องการยกระดับการพูดคุยไปสู่การเจรจาเพื่อหาข้อตกลง หาโซลูชั่น หาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกันบนโต๊ะเจรจา นี่อาจเป็นมิติที่เพิ่มเข้ามา และทางรัฐบาลไทยเองอาจนำมาพิจารณาด้วย เพราะที่ผ่านมาเป็นการพูดกันเฉยๆ ไม่ใช่การเจรจา
ขณะที่ นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มองว่า ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้นำมาเลเซียบอกว่า จะช่วยเหลือ แต่ใครจะยืนยันว่าช่วยเหลือจริงหรือไม่ มีวิธีการอย่างไร ทั้งที่เป็นปัญหาเก่าสะสมมานาน ขณะที่ไทยมองว่าเป็นการก่อการร้าย แต่มาเลเซียจะมีมุมมองเช่นนั้นจริงหรือไม่ และผู้มีอำนาจต้องยอมรับว่าความจริงว่าประเทศในโลกมุสลิมต้องมองพวกกันเองเป็นหลัก
เพราะฉะนั้นกรณีพิพาทเรื่องนี้หลายฝ่ายอาจจะมีมุมมองต่างกันจากประเด็นความมั่นคงในภูมิภาค ที่ผ่านมาจึงเจรจาไม่สำเร็จ เพราะผู้ก่อการร้ายไม่มีตัวตน ไม่รู้จะเจรจากับใคร หลายปีก่อนฝ่ายไทยเคยร้องขอให้ มาเลเซียช่วยหาต้นตอแต่หาไม่ได้ และเรื่องนี้เป็นนโยบายทางการเมืองภายในประเทศที่ไทยต้องจัดการเอง ต้องหาความจริงให้ชัดเจนว่ามีการก่อเหตุ เพราะต้องการให้เกิดเงื่อนไขอย่างไร ต้องการแยกประเทศจริงหรือไม่ มีใครเคยพูดความจริงเรื่องนี้บ้าง
ถ้าไทยจะยุติปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทำไมไม่หาทางไปเจรจากับพี่ใหญ่อย่างประเทศซาอุดีอาระเบีย แต่คงไม่ต้องบอกว่าที่ผ่านมาเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง หรือถ้าจะไปคุยจริงเขาจะยอมคุยหรือไม่ ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องนี้จะต้องหาพี่ใหญ่ตัวจริงให้เจอเพื่อเจรจาให้สงบ นายอัษฎางค์ ระบุ
ด้าน นายบัสซาม ปิ ครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ บอกว่า การได้เห็นผู้นำรัฐบาลมาเลเซียออกมาเคลื่อนไหวว่าจะร่วมกันแก้ไขปัญหา จึงยิ่งดีใจมากๆ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่านายกรัฐมนตรีของมาเลเซียที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันต่างมีความพยายามที่จะสร้างสันติสุขให้เกิดในหลายๆ มิติตลอดเวลา การที่นายกฯมาเลเซียซึ่งถือได้ว่ามีความอาวุโส เป็นผู้นำและเป็นมุสลิมด้วยแล้ว ความเชื่อมั่นก็จะยิ่งใกล้ชิดมากขึ้น เพราะเมื่อเป็นมุสลิม การคิดและตัดสินใจพูดใดๆ ออกมาแล้วก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำนั้นตลอดไป ไม่เฉพาะแค่ในโลกนี้ หากแต่ยังหมายรวมไปถึงโลกหน้าด้วย
ปัญหาของคนสองสัญชาติที่เป็นปัญหามายาวนาน ส่วนตัวแล้วมองเห็นเป็นเรื่องของระบบหรือกลไกทางกฎหมายที่ปล่อยให้เรื้อรังและยังไม่ยอมรักษาให้หาย แต่ก็อยากให้ลองมองย้อนอีกประเด็นว่า คนสองสัญชาติที่เป็นประโยชน์มีหรือไม่ ถ้ามีแล้วสัดส่วนมันมากหรือน้อยอย่างไร แล้วควรจะหาแนวทางแบบไหน อย่างไรก็คงไม่ได้คำตอบเพราะที่ผ่านมาหลายรัฐบาลก็นำมาเป็นหัวข้อระดับต้นๆ ที่จะต้องได้รับการแก้ไข ท้ายสุดก็เพียงเปิดประเด็น
จึงอยากฝากความหวังของการพบปะของผู้นำรัฐบาลทั้งสองประเทศในครั้งนี้ ควรนำแนวนโยบายสั่งการทำให้เห็นความพยายามที่เป็นรูปธรรมเสียที และต้องทำให้เห็นการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
การพบปะของทั้งสองผู้นำรัฐบาลครั้งนี้ ต่างเป็นตัวจุดชนวนความคิดให้ทุกคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความหวังอีกครั้ง เพราะต่างอยากจะเห็นกระบวนการพูดคุยมีการขับเคลื่อนไปข้างหน้าอีกครั้ง
ถือเป็นความในใจของครูในพื้นที่ความขัดแย้ง ที่อยากเห็นการมาเยือนของ มหาธีร์ ในครั้งนี้จุดความหวังสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้อีกครั้ง

