เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 31 ตุลาคม ที่ห้องประชุมศรีวิชัย ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นในช่วงบ่ายรองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการลุ่มน้ำปากพนัง ณ ประตูระบายน้ำชะอวด-แพรกเมือง ต.หัวไทร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เพื่อติดตามการดูแลรักษา ปรับปรุง และขยายผลการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเป็นรูปแบบใหม่ตามแนวพระราชดำริ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนาและแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ แบบเบ็ดเสร็จครบวงจรและสอดคล้องกัน
พล.อ.ฉัตรชัย เปิดเผยว่าในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแต่ละพื้นที่มีสภาพปัญหา และความต้องการแตกต่างกัน ซึ่ง สทนช. ได้จัดทำระบบการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ (Area Based) ทั่วประเทศ 66 พื้นที่ รวม 29.70 ล้านไร่ โดยภาคใต้มีทั้งหมด 15 พื้นที่ รวม 10.36 ล้านไร่ เพื่อตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาทั้ง น้ำแล้ง น้ำท่วม น้ำเค็มรุก พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นหนึ่งในพื้นที่ Area Based และการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ เนื่องจากที่ผ่านมา จ.นครศรีธรรมราช เกิดน้ำท่วมหลายครั้ง สาเหตุสำคัญเกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ ส่งผลให้มีน้ำหลากจากพื้นที่สูงไหลผ่านเมืองลงทะเล แต่ระบบระบายน้ำกลับมีประสิทธิภาพการระบายน้อย และมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยในปี 2559 และ 2560 พบว่า คลองท่าดี และคลองอื่นๆ มีขีดความสามารถระบายน้ำได้ 268 ลบ.ม./วินาที แต่ปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นมีปริมาณสูงสุด 600 ลบ.ม./วินาที ทำให้น้ำเอ่อท่วมพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อชุมชนเมือง และท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ซึ่งเมื่อสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ขณะนั้นได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ และเร่งรัดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ยังไม่ได้ดำเนินการ คือ โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยปรับปรุงระบบระบายน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำโดยการขุดคลองผันน้ำ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจาก 268 ลบ.ม./วินาที อีก 750 ลบ.ม./วินาที เป็น 1,018 ลบ.ม./วินาที โดยเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 60 ครม. ได้อนุมัติงบประมาณในการดำเนินการก่อสร้าง วงเงิน 9,580 ล้านบาท คาดว่าสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2561 – 2565
สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลนี้เร่งขับเคลื่อน เพื่อบรรเทาอุทกภัยที่เกิดจากปริมาณน้ำท่วมที่ไหลผ่านตัวเมืองนครศรีธรรมราชและพื้นที่ข้างเคียง ไม่ให้เข้าไปท่วมพื้นที่ในเขตชุมชนและเขตเศรษฐกิจของเมืองเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรกรรม และอุปโภค-บริโภค ในฤดูแล้งประกอบด้วย การปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิมเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถระบายน้ำได้มากขึ้น พร้อมทั้งก่อสร้าง ประตูระบายน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำและป้องกันน้ำเค็มหนุนในหน้าแล้ง แบ่งเป็น คลองผันน้ำสาย 1 ขุดคลองผันน้ำจากคลองท่าดี เชื่อมคลองวังวัว ยาว 5.5 กม. คลองผันน้ำสาย 2 ขุดคลองผันน้ำจากคลองหยวด เชื่อมคลองผันน้ำสาย 1 ยาว 0.79 กม. คลองผันน้ำสาย 3 ขุดคลองผันน้ำจากคลองหัวตรุดไปออกทะเล ยาว 12.35 กม.
ทั้งนี้ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จคาดว่าจะช่วย เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำไหลผ่านเมือง และการผันน้ำก่อนเข้าเมือง ทำให้สามารถบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองท่าดี คลองหยวด ซึ่งครอบคลุมเขตชุมชนเมืองนครศรีธรรมราชและพื้นที่ข้างเคียงได้ สามารถเก็บกักน้ำไว้ในคลองระบายน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้ง และสามารถใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภค-บริโภค โดยพื้นที่รับประโยชน์กว่าหมื่นไร่
“ในหลวง ร.9 ทรงพระราชทานแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อคราวเกิดน้ำท่วมปี 2531 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาแก้ปัญหาให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำต้องมีแหล่งเก็บกักน้ำ กลางน้ำมีแก้มลิง และปลายน้ำโดยการเร่งระบายออกสู่ทะเล ดังนั้น การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามรับฟังปัญหาอุปสรรคต่างๆ รวมถึงเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ โดยให้มองเห็นปัญหาในภาพรวม การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั้งทางตรง ทางอ้อม และ การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการที่เป็นธรรมและโปร่งใส” พลเอก ฉัตรชัย กล่าว
ด้านนายสมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมและภัยแล้ง รวม 1,994,200 ไร่ แบ่งเป็น เสี่ยงภัยน้ำท่วม 528,700 ไร่ เสี่ยงภัยแล้ง 1,000 ไร่ เสี่ยงน้ำท่วมและภัยแล้ง 3,500 ไร่ เสี่ยงภัยไม่รุนแรง 1,461,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 97 ตำบล 12 อำเภอ ซึ่งตั้งแต่ปี 2557 – 2561 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกับบูรณาการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ พบว่า จ.นครศรีธรรมราช มีผลดำเนินการทั้งสิ้น 1,550 โครงการ วงเงิน 4,934 ล้านบาท ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 27.48 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 2.1 แสนไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 70,571 ครัวเรือน ขณะที่การดำเนินการแก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำของ จ.นครศรีธรรมราชมีทั้งสิ้น 30 แห่ง แล้วเสร็จ 18 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ 6 แห่ง และยังไม่ดำเนินการอีก 6 แห่ง เนื่องจากต้องพิจารณาผลกระทบกับประชาชน
สำหรับในช่วงบ่ายรองนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะได้เดินทางต่อไปยังประตูระบายน้ำชะอวด-แพรกเมือง ต.หัวไทร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เพื่อติดตามการดูแลรักษา ปรับปรุง และ ขยายผลการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งอยู่ตอนใต้ของ จ.นครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่ 13 อำเภอ รวม 1.9 ล้านไร่ ตอนใต้มี “พรุควนเคร็ง” เนื้อที่ 200,000 ไร่ มีน้ำท่วมขังตลอดปี ดินมีสภาพเป็นกรด เกิดปัญหาน้ำเปรี้ยว ช่วงฤดูน้ำหลาก ภาคใต้จะมีฝนตกมาก แต่พื้นที่ลุ่มน้ำมีความลาดชันน้ำ น้ำทะเลหนุนสูง ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ระบายสู่ทะเลได้ยาก พื้นที่เกษตรและชุมชนเมืองเสียหาย ปัญหาน้ำเน่าเสียจากการทำนากุ้ง ในหลวง ร.9 ได้พระราชทานแนวทางพระราชดำริในการแก้ปัญหา โดยทำประตูระบายน้ำปากแม่น้ำ และทำโครงการต่อเนื่องตามมาหนึ่งในนั้น คือ ประตูระบายน้ำชะอวด-แพรกเมือง แต่ปัจจุบันยังพบปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากต้นน้ำไม่สามารถสร้างแหล่งเก็บกักน้ำได้ ดังนั้น แนวทางการพัฒนาในอนาคตต้องจำกัดความต้องการน้ำ กำหนดเขตการใช้ที่ดิน พัฒนาแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็กทุกรูปแบบ รวมทั้งติดตั้งระบบสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อระบายน้ำออกทะเลให้เร็วยิ่งขึ้นด้วย




