ผลสอบพระรักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดปางมะโอพ้นผิดทุกข้อกล่าวหา กลุ่มอิทธิพลไม่พอใจส่งชายฉกรรจ์ปลุกใจด้วยสุราบุกทำร้ายพระในวัดปางมะโอ ทหาร ตำรวจ กันพระออกจากวัดเพื่อความปลอดภัย
เวลา 14.00 น.วันที่ 31 ตุลาคม คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่นายพงษ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ แต่งตั้ง โดยมีพระครูวิจิตรธรรมสาทกเจ้าคณะอำเภอวังชิ้น จ.แพร่ เป็นองค์ประธานสอบสวนตามข้อโต้แย้งของกลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้านและสมาชิกกองทุนหมู่บ้านหมู่ 12 บ้านปางมะโอ ที่มาชุมนุมที่หน้าอำเภอวังชิ้นและนายรัก มังคะลา อดีต กำนันตำบลแม่พุงเป็นตัวแทนยื่นหนังสือต่อนายอำเภอวังชิ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ให้ตรวจสอบพระฐาปนพงษ์ ฐานิษโร รักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดปางมะโอ รวม 9 ข้อหา คือ
1.เรียกเก็บส่วยไกล่เกลี่ยให้ชาวบ้านที่ถูกสอบ 2.รับจัดซื้อโครงการไทยนิยมยั่งยืน 3.นำเงินบริจาคฝากเข้าบัญชีตัวเอง 4.มั่วสุมทำกับข้าวเย็นกับญาติโยม ทำกับข้าวยามดึกผิดความเป็นสงฆ์ 5.พูดจาไม่เหมาะสม 6.แอบอ้างผู้ว่า รัฐมนตรี อธิบดีกรมป่าไม้ แสวงหาประโยชน์สร้างความแตกแบก 7.ทำข่าวออกสื่อให้ร้ายทางราชการ 8.เรียกเก็บเงินชาวบ้านในการเรียกร้องที่ สปก.เกินกว่าที่เป็นจริง 9. มีการนำผู้ต้องโทษเกี่ยวกับคดีอาญามาบวชจนมีเหตุลอบยิงพระ คือการสร้างสถานการณ์เป็นการพยายามใส่ร้ายผู้อื่นแต่เบื้องหลังคือการจงใจทำร้ายตนเองทำเองรู้เอง
ซึ่งทั้ง 9 ข้อกล่าวหาถูกรายงานต่อจังหวัดแพร่ และถูกนำขึ้นพิจารณาโดยมีคณะสงฆ์เป็นกรรมการพร้อมทั้งฝ่ายปกครอง ในวันเวลาดังกล่าว ซึ่งใช้เวลาประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มที่เข้าร่วมแก้ปัญหาที่ดินจากบ้านปางมะโอจำนวนกว่า 50 คน และเครือข่ายแก้ปัญหาที่ดิน อ.เด่นชัย ส่งตัวแทนร่วมให้กำลังใจพระฐาปนพงษ์ โดยนั่งอยู่ที่หน้าอำเภออย่างสงบรอฟังผลการพิจารณาในด้านหลังสำนักงานอำเภอวังชิ้นและมีกลุ่มผู้นำที่ต่อต้านพระมีกำลังพอๆกัน แต่บางส่วนมีอาการเมาสุราโดยไม่ยอมให้สื่อมวลชนเข้าถ่ายภาพทำข่าวจนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตรึงกำลังเพื่อรักษาความปลอดภัย
การประชุมพิจารณาเสร็จเมื่อเวลา 17.00 น. คณะกรรมการได้ออกจากห้องประชุมชั้น 2 ของที่ว่าการอำเภอวังชิ้น ชาวบ้านกลุ่มต่อต้านพระได้ตะโกนขับไล่พระฐาปนพงษ์ด้วยคำหยาบคาย ท่ามกลางการรักษาความสงบของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
ผลการพิจารณา พระฐาปนพงษ์ ข้อ 1.ช่วยเจรจาให้ชาวบ้านได้รับความเป็นธรรมแต่ไม่มีการเก็บส่วยตามที่ร้องเรียน 2.พระไม่เกี่ยวข้องโครงการไทยนิยมเข้มแข็งแต่ชาวบ้านมาปรึกษาจริงโดยคณะกรรมการหมู่บ้านตกลงกับบริษัทขายวัสดุกรรมการตกลงซื้อวัสดุก่อสร้าง 110,000 บาท เหลือเงิน 30,000 บาท กรรมการเก็บไว้ทำกิจกรรมต่อ 3.พระไม่เคยนำเงินเข้าบัญชีตัวเองและบัญชีวัดก็ไม่มี ส่วนเงินบริจาคได้มานำไปจ่ายค่าซื้อวัสดุท้ังหมด 4.การมั่วสุมในวัดไม่มี มีแต่คณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินมาใช้วัดปรึกษาหารือ 5.การพูดจาไม่เหมาะสมไม่สามารถระบุได้ว่าไม่เหมาะสมอย่างไรเพราะรองเจ้าอาวาสพูดตามวัฒนธรรมพระอยู่แล้ว
6.วัดได้ประสานส่วนราชการระดับ รัฐมนตรี อธิบดีกรมป่าไม้ สปก. ผู้ตรวจการแผ่นดินจริงโดยบุคคลเหล่านี้มาที่วัดและลงพื้นที่จริงนำไปสู่การแก้ปัญหาจริงไม่เป็นไปตามที่กล่าวหา 7.มีสื่อมวลชนจำนวนมากมาทำข่าวจริงแต่เป็นการนำเสนอเรื่องแก้ปัญหาที่ดิน การลักลอบตัดไม้สวนป่า การแก้ปัญหากองทุนหมู่บ้าน ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงพระไม่ใช่ผู้ทำข่าวแต่สื่อให้ความสนใจเข้ามาทำข่าวเอง 8.การเรียกเก็บเงินชาวบ้าน เรียกร้องเอกสารสิทธิ์ที่ดิน สปก.เรื่องนี้เป็นของกรรมการหมู่บ้านจำนวน 12 คนไม่เกี่ยวกับพระ 9.มีพฤติกรรมนำผู้มีคดีมาบวชจนนำไปสู้การยิงกุฎิตนเองสร้างสถานการณ์เรื่องนี้พระฐาปนพงษ์ขอให้เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนตอบแทน ซึ่งกำลังเป็นคดีอุกฉกรรจ์อยู่ในขณะนี้ ผลสรุปข้อเรียกร้องไม่มีมูลความจริง พระฐาปนพงษ์จึงเป็นผู้บริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาของกลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน
พระฐาปนพงษ์ ผู้ถูกกล่าวหากล่าวว่า “เราได้ตอบตามหลักความจริง ตามหลักกฏหมายและหลักธรรมวินัย ก็สุดแท้แต่คณะกรรมการจะตัดสินใจ ตามขบวนการ การให้ร้ายป้ายสีเป็นสิ่งที่ต้องการให้อาตมาออกจากวัดไปเพราะปัญหาทุจริตและตัดไม้ส่วนป่าแบบเถื่อนๆ หรือ ซื้อชาวบ้านในราคาต่ำเพราะชาวบ้านจำหน่ายไม้ตามช่องทางที่ถูกต้องไม่ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีการแก้ปัญหาที่ดินและการแก้ไขก็ได้รับความร่วมมือจากทางราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนโครงการแก้ปัญหาเดินหน้าไปกว่าร้อยละ 80 แล้ว รอเพียงเวลาของการแก้ข้อกำหนดอาทิ แนวเขตทับซ่อนที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ แก้ระเบียบที่ดิน กทช. และการออกกฎหมายให้ตัดไม้ได้ในที่ดินของตนเองผ่าน ครม. ไปในการประชุมสัญจรนี่เองซึ่งผลกำลังเกิดชาวบ้านที่ทำโครงการกำลังได้รับอานิสงฆ์แต่กลุ่มคนที่ทำไม้ที่ขูดรีดประชาชนกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่นเกิดความเดือดร้อนจึงต้องการให้อาตมาออกจากวัดหยุดการแก้ปัญหา
จากนั้นเวลา 18.00 น. กลุ่มชายฉกรรจ์ ราว 40 คนบุกวัดปางมะโอ นำโดยผู้ใหญ่บ้านปางมะโอ เพราะไม่พอใจการตัดสินของเจ้าคณะอำเภอสำนักพุทธศาสนาจังหวัดแพร่และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอวังชิ้น เข้าปิดล้อมรักษาการณ์เจ้าอาวาสและศรัทธาวัดที่อยู่ในจัดจำนวนกว่า 50 คนซึ่งเป็นผู้หญิงและคนแก่สถานการณ์บานปลายจนทำให้ทางจังหวัดแพร่ ต้องส่งกำลังทหารจากค่าย ม.พัน 12 ตำรวจภูธรวังชิ้น กำลัง อส.วังชิ้น กว่า 40 นาย เข้าตรึงสถานการณ์
ในขณะที่สถานการณ์ตึงเคลียดผู้สื่อข่าวที่เข้าไปทำข่าว กลุ่มผู้ชุมนุมโห่ไล่ผู้สื่อข่าวออกเพื่อปิดการสื่อสารต่อโลกภายนอก เพื่อความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้นำตัวของชาวบ้านที่มาจากหมู่บ้านอื่นและสื่อมวลชนออกนอกพื้นที่ก่อนเพื่อรักษาความปลอดภัย หลังจากนั้นเจ้าคณะตำบล และ พระครูวิจิตรธรรมสาทกเจ้าคณะอำเภอวังชิ้นได้เข้ามาทำความเข้าใจ แต่กลุ่มที่ออกมาต่อต้านพระไม่ฟังโดยมีพฤติกรรมใช้กำลัง
เวลา 21.00 น.กลุ่มชายฉกรรจ์เริ่มรุกหนัก ผลักดันให้พระออกจากวัดไปด้วยการกระทำที่รุนแรงบุกเข้าจะทำร้ายร่างกายพระ เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจึงได้ขอให้พระออกจากวัดไปจำวัดในวัดข้างเคียงก่อนเพื่อความปลอดภัย โดยพระได้ตัดสินใจไปจำวัดที่วัดปางงุ้น ต.สรอย อ.วังชิ้น จ.แพร่ ภายใต้การอนุญาตของพระยงยุทธ ทีปโก เจ้าอาวาสวัดปางงุ้น การเดินทางออกจากวัดมีประชาชนชาวบ้านปางมะโอเข้าคุ้มกันจำนวน 5 คันรถนำพระออกจากวัดไป ในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยภายในวัด
เวลา 22.00 น.กลุ่มผู้ชุมนุมจึงสลายตัว
พระยงยุทธ ทีปโก เจ้าอาวาสวัดปางงุ้น กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวโดยเฉพาะมีเจ้าหน้าที่ระดับผู้ใหญ่บ้านกำนันหนุนหลังหรือร่วมอยู่ด้วย เป็นการกระทำที่ต้องขอประณามการกระทำดังกล่าว เพราะผลการตรวจสอบพบว่า รักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดปางมะโอไม่มีความผิดตามที่กล่าวหา ก็ควรจะจบและถ้าไม่อยากให้อยู่ก็ควรหาวิธีอื่น อย่างไรก็ตามว่าพระฐาปนพงษ์ ฐานิษโร ทำงานใหญ่ให้กับชาวบ้านปางมะโอ กำลังประสบความสำเร็จเรื่องแก้ปัญหาที่ดินและสวนป่าไม้สัก
ดังนั้นการกระทำของผู้ขับไล่เป็นการกระทำที่ไม่ถูกและมิชอบด้วยกฎหมายบ้านเมือง การปฏิบัติการที่กลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาในวัดถือเป็นการบุกรุกและมีอาการมึนเมาถือว่าผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ควรทำหน้าที่รักษากฎหมาย ไม่ใช่ปล่อยให้กระทำจนเหตุการณ์บานปลาย เสร็จแล้วเหมือนไล่คนทำดีออกจากที่มั่น ข้อสำคัญเป็นที่พัก เป็นบ้าน เป็นวัด อาตมาจึงขอประณามการกระทำของกลุ่มคนที่บุกวัด และเจ้าหน้าที่ที่ไม่ปกป้องคนทำดีแต่ไปส่งเสริมคนกระทำผิดละเมิดกฎหมาย วันที่ 1 พฤศจิกายน จะดูว่าทางจังหวัดจะดำเนินการอย่างไรต่อไป กับการกระทำเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งถ้าไม่ทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อพิทักษ์คนดี พิทักษ์กฎหมาย เหตุการณ์ที่วัดปางงุ้น จะเป็นจุดหนึ่งที่คนไทยเกิดความขัดแย้งไม่รู้จบ เพราะกฏหมู่จะอยู่เหนือกฎหมาย


