หน้าแรก ภูมิภาค ทหาร ตำรวจ อส...

ทหาร ตำรวจ อส. ใช้ ม.44 บุกรื้อถอนรีสอร์ทรุกล้ำลำน้ำ

2.11.18 | 12:59 น.

ทหารตำรวจ อส.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 คสช.รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำ ในคลองภูมี ของรีสอร์ทดัง หลังดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต และฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอน ทั้งยังมีการก่อสร้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ว่า กำลังเจ้าหน้าที่จากหลายภาคส่วนทั้งทหาร จากมณฑลทหารบกที่ 42 รวมถึงกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาค 4 กรมเจ้าท่า อบต.ควนรู อาสารักษาดินแดนอำเภอรัตภูมิ รวมถึงหน่วยเกี่ยวข้อง กว่า 50 นาย นำโดย ร.อ.สุพิชัย ประกอบการ นายทหารฝ่ายการข่าว ร.5 พัน 1 และนายรุ่งโรจน์ และสุบ ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสงขลา ลงพื้นที่ ที่”วังแร่รีสอร์ท “ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เพื่อปฏิบัติการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำ คลองภูมี ภายหลังมีเครือข่ายภาคประชาชน ที่ใช้ชื่อว่า”ชุมชนคนควนรู” ร้องเรียนกรณีการปลูกสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำคลองภูมีของวังแร่รีสอร์ท มี นายพนงศักดิ์ เตชะวรรณโต เป็นเจ้าของรีสอร์ทดังกล่าว ซึ่งเปิดบริการมานาน 10 ปี โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเพื่อให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่จากการตรวจสอบล่าสุดนั้นพบว่า ยังคงมีอาคารรีสอร์ทและร้านอาหารที่ก่อสร้างรุกล้ำลำคลองภูมีอยู่เช่นเดิม โดยไม่ได้รื้อถอนแต่อย่างใด สถานประกอบการดังกล่าวยังไม่ได้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารจาก อบต.ควนรู และไม่ขออนุญาตใช้พื้นที่จาก สนง.เจ้าท่าภูมิภาคสงขลาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งแนวทางปฏิบัติให้ผู้ประกอบการทราบและให้ผู้ประกอบการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำคลองภูมี แต่ผู้ประกอบการไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำแนะนำ และแสดงอาการไม่พอใจ พร้อมพูดจาดูหมิ่นเจ้าพนักงานที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.รัตภูมิแล้ว


เวลา 10.40 น.วันนี้ กำลังทั้งหมดจึงได้ ร่วมกันลงพื้นที่ใช้อำนาจตาม มาตรา 44 คสช. เพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำคลอง อาคารที่พักริมน้ำซึ่งอยู่นอกเขตโฉนดที่ดิน รวม 4 จุด เนื้อที่รวม 135 ตารางเมตร ซึ่งกรมเจ้าท่าได้แจ้งความเอาไว้ที่ สภ.รัตภูมิ ในการกระทำผิดตาม พรบ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย ด้วยการปลูกสร้างสิ่งล้วงล้ำลำน้ำในคลองที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ซึ่งมีโทษปรับตารางเมตรละ 500-10,000 บาท และจำคุก 3 ปี นอกจากนั้น ยังพบว่ามีอาคารที่พักของวังแร่รีสอร์ทอีก 4 หลัง ที่อยู่บนที่ดินสาธารณะประโยชน์ นอกโฉนดที่ดินที่ผู้ประกอบการถือครองกรรมสิทธิ์ ระยะ 10 เมตร ก่อนจะถึงแนวคลองภูมี ที่จะต้องดำเนินการรังวัดที่ดิน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาร่วมกันว่าจะต้องรื้อออกจากพื้นที่หรือไม่

โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ดินทางไปถึงนั้นก็พบว่าผู้ประกอบการกำลังว่าจ้างช่าง และให้พนักงานร่วมกันรื้ออาคาร และขนย้ายสิ่งของ ซึ่งกำลังทั้งหมดก็ได้ร่วมช่วยขนย้ายสิ่งของรวมถึงกำหนดจุดในการรื้อถอน
สำหรับผู้ประกอบการรายนี้นั้น ดำเนินการ “วังแร่ รีสอร์ท” และ “วังรัก รีสอร์ท”ซึ่งมีพื้นที่เชื่อมต่อกัน โดยวังแร่รีสอร์ทนั้น อยู่ในพื้นที่ริมคลอง มีการปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างล่วงล้ำลำน้ำ และ สร้างอาคารที่พักนอกเขตโฉนดที่ดิน ส่วนวังรักรีสอร์ท เป็นพื้นที่ปลูกอาคารที่พัก บนโฉนดที่ดิน(ไม่ได้อยู่ติดลำน้ำ) ที่ปัจจุบันมีอาคารจำนวน 4 หลัง อยู่บนโฉนดที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน ซึ่งในส่วนนี้อยู่ระหว่างการยื่นขออนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้อง

นายพนงศักดิ์เจ้าของวังแร่รีสอร์ทกล่าวว่า ตนมีที่ดินอยู่ใกล้เคียงกับคลองภูมี และได้ลงทุนประกอบกิจการรีสอร์ทแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลากว่า 2 ปี จึงเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา และต้องการพัฒนาพื้นที่เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยได้พยายามยื่นขออนุญาตต่อ อบต.ควนรู ซึ่งอบต.ควนรู ก็บอกให้ไปดำเนินการที่สำนักงานเจ้าท่า ฯแต่ตนเองก็เข้าใจว่าเมื่อถึงเวลาก็น่าจะแก้ไขปัญหาได้ แต่เมื่อทางการสั่งให้รื้อถอน ก็ได้ดำเนินการรื้อถอนตามคำสั่งแล้ว ส่วนกิจการก็คงจะดำเนินการไป เนื่องจากวังแร่รีสอร์ท ก็มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ คนหาดใหญ่ คนที่อยู่ใกล้ๆ ก็ชื่นชอบบรรยากาศ ชอบมาฟังเสียงน้ำ ถือเป็นการพักผ่อนที่ไม่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัด และมารับประทานอาหาร ที่ร้านห้อยขาวังแร่ ที่วันนี้ต้องรื้อถอนออกไปทั้งหมด เงินลงทุนหมดไปหลายล้าน ทั้งหมดเป็นเงินที่กู้มา ทำให้เดือดร้อนอย่างมาก

Advertisement

ในขณะที่นายปฐม แก้วประกอบ ชาวอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งบอกว่าเป็นนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาเที่ยวที่นี่แล้วชื่นชอบบรรยากาศ และเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ริมน้ำลักษณะนี้มีอยู่จำนวนมาก รวมถึง สิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำก็มีอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะ ที่ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา ที่มีทั้งโฮมสเตย์ มีเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย แต่เหตุไม่ไปรื้อถอน มาเจาะจงที่สถานประกอบการแห่งนี้เท่านั้น หากจะดำเนินการแก้ปัญหาจริงๆ ก็ควรจะดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ