เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลอีเซ อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นำคณะหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสาธารณสุขจ.ศรีสะเกษ ศูนย์ดำรงธรรมจ.ศรีสะเกษ สำนักงานปศุสัตว์ จ.ศรีสะเกษ มารับทราบปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านอีเซ หมู่ที่ 9 ต.อีเซ หลังทราบว่าชาวบ้านอีเซ และ ร.ร.บ้านอีเซ ได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นเหม็นของขี้หมูจากฟาร์มเลี้ยงหมูที่สร้างอยู่ติดกับชุมชนบ้านน้อยดงเมือง อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ ซึ่งมีฟาร์มหมูอยู่จำนวน 2 ฟาร์มด้วยกัน โดยฟาร์มแห่งแรกเลี้ยงหมู จำนวน 1,677 ตัว และฟาร์มที่ 2 เลี้ยงหมู จำนวน 580 ตัว ซึ่งบรรดาตัวแทนของชาวบ้านได้พากันแจ้งให้ ผู้ว่าฯศรีสะเกษ รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ฟาร์มสุกรทั้ง 2 แห่ง เริ่มเลี้ยงสุกรมาตั้งแต่ปี 2556 และได้มีกลิ่นเหม็นของขี้หมูโชยกลิ่นเข้าไปในหมู่บ้าน ส่งผลให้ชาวบ้านอีเซได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เนื่องจากกลิ่นขี้หมูเหม็นรุนแรงมาก โดยมี นายอนุสรณ์ แสงกล้า นายอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ นายสุวรรณ โสดา นายก อบต.อีเซ นำชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมาให้ข้อมูลความเดือดร้อนในครั้งนี้

นายวิฑูรย์ ผาสุก อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24 หมู่ 9 ต.อีเซ ตัวแทนชาวบ้านอีเซ กล่าวว่า ในช่วงเช้าและช่วงบ่ายของแต่ละวัน กลิ่นขี้หมูจะลอยมาตามลมเข้าไปในหมู่บ้าน ส่งผลให้ชาวบ้านต้องทนดมกลิ่นขี้หมูมานานหลายปี ซึ่งชาวบ้านได้ร้องเรียนไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์ดำรงธรรม อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ ศูนย์ดำรงธรรม จ.ศรีสะเกษ และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จากนั้น อบต.อีเซ ได้สั่งให้เจ้าของฟาร์มหมูให้ปรับปรุงแก้ไขและไม่ต่อใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการดำเนินการต่อ ทำให้เกิดการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง และเจ้าของฟาร์มหมูสามารถชนะคดี จากนั้น ได้มีการเลี้ยงหมูขึ้นมาอีก ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา และเกิดปัญหากลิ่นเหม็นเข้ามาในหมู่บ้านอีก ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 เป็นต้นมา ซึ่งกระทบต่อสุขภาพร่างกายของชาวบ้าน และสุขภาพย่ำแย่ เนื่องจากมีอาการอ่อนเพลีย อาเจียน วิงเวียนศีรษะจากกลิ่นเหม็นของขี้หมู ชาวบ้านหลายรายต้องถูกหามเข้า รพ.เนื่องจากทนกลิ่นเหม็นของขี้หมูไม่ไหว ทำให้เป็นปัญหาและอุปสรรคในการประกอบอาชีพของชาวบ้านเป็นอย่างมาก พวกตนจึงขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจใช้กฎหมายคุ้มครองสุขภาพอนามัยของชาวบ้านอีเซที่ได้รับความเดือดร้อนจากขี้หมูอย่างหนักในขณะนี้ด้วย

ด.ญ.น้อย (นามสมมุติ) นักเรียนชั้น ม.3 ร.ร.บ้านอีเซ กล่าวว่า ในช่วงเช้าที่ตนมา ร.ร.กลิ่นเหม็นของขี้หมูจะรุนแรงมาก และในช่วงที่เข้าแถวเคารพธงชาติ กลิ่นขี้หมูจะโชยเข้ามาใน ร.ร.ตามกระแสลม ทำให้เด็กนักเรียนที่กำลังประกอบกิจกรรมได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและสมาธิในการเรียนหนังสือของนักเรียนต้องเสียไป ส่งผลให้การเรียนตกต่ำลง อีกทั้งในช่วงเวลาประมาณบ่าย 3 ซึ่งเป็นช่วงที่พวกตนต้องพากันติวสอบโอเน็ต กลิ่นของขี้หมูจะลอยมาใน ร.ร.ทำให้นักเรียนต้องพากันเอามือปิดจมูก หากเป็นไปได้อยากให้ครูย้าย ร.ร.ออกไปจากบริเวณนี้ เพราะว่าเหม็นขี้หมูมาก เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลต้องพากันเจ็บป่วย วิงเวียนศีรษะ อาเจียน จนทำให้ครูต้องรีบพาไปส่ง รพ.เพื่อให้แพทย์รักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยกลิ่นขี้หมูนี้เหม็นมานานหลายปีแล้ว
หลังรับเรื่องร้องเรียน ผู้ว่าฯศรีสะเกษ และคณะ ได้เดินทางไปที่ฟาร์มหมู จำนวน 2 ฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มของ น.ส.นภัสรดา โสดาพิสุทธิ์ อายุ 51 ปี และนางเพียร สุธาวัน อายุ 59 ปี ซึ่งเมื่อไปถึงเป็นเวลาประมาณ 19.30 น.พบว่า ฟาร์มทั้ง 2 แห่ง มีโรงเลี้ยงหมู จำนวนประมาณ 4 หลัง มีการเลี้ยงหมูรวมจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 2,000 ตัว และมีกลิ่นขี้หมูเหม็นกระจายเกลื่อนไปทั่วบริเวณใกล้เคียง ซึ่งผู้ว่าฯศรีสะเกษ ได้เจรจากับ น.ส.นภัสรดา และนางเพียร เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

โดยนายวีระศักดิ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจสอบว่า การที่ตนลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในครั้งนี้ เนื่องจากทราบข่าวจากโซเชียลว่าชาวบ้านอีเซได้รับความเดือดร้อนจากการเหม็นขี้หมู ดังนั้น จึงได้นำส่วนราชการที่เกี่ยวข้องลงมารับทราบปัญหาที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่ต้องให้ชาวบ้านไปพบกับตนเพื่อขอให้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เมื่อทราบว่าชาวบ้านเดือดร้อน ตนจึงได้ลงมาพบทันที และทราบว่าปัญหาขี้หมูเหม็นนี้มีมาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว จะดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะว่าเป็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน ถือว่าเป็นความทุกข์ของตนด้วย หากชาวบ้านทุกข์ ตนซึ่งเป็น ผวจ.ศรีสะเกษ จะมีความสุขได้อย่างไร
“ภายหลังเจรจากับเจ้าของฟาร์มหมูแล้ว ได้แจ้งให้ฟาร์มหมูทั้ง 2 ฟาร์ม เร่งแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นของขี้หมูโดยด่วนที่สุด โดยจะต้องทำการล้างคอกหมู จากเดิมวันละ 2 – 3 ครั้ง เพิ่มเป็นวันละ 4 – 5 ครั้ง รวมทั้งให้ใช้น้ำยาดับกลิ่นเหม็นให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยให้ทำทันที และภายในสัปดาห์หน้านี้จะลงมาติดตามเรื่องนี้ด้วยตนเองว่ามีการแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ หากว่าเจ้าของฟาร์มหมูไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ผมจึงจะบังคับใช้กฎหมายที่บัญญัติไว้ ซึ่งผมเห็นว่าหากฟาร์มหมูสามารถแก้ไขปัญหาได้ และชาวบ้านพอใจ เรื่องนี้ก็จะยุติได้ด้วยดี แต่หากว่าฟาร์มหมูไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ผมก็จะต้องยึดเอาความเดือดร้อนของชาวบ้านเป็นหลัก เพื่อแก้ไขปัญหาตามกฎหมายต่อไป” นายวีระศักดิ์ กล่าว

ทางด้าน น.ส.นภัสรดา โสดาพิสุทธิ์ อายุ 51 ปี เจ้าของฟาร์มหมู กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้แก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นของขี้หมูอย่างเต็มที่ โดยจะทำการล้างคอกหมูในช่วงเช้าและช่วงบ่าย รวมทั้งใช้น้ำยาดับกลิ่นฉีดพ่นเพื่อดับกลิ่นของขี้หมูอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เมื่อยังมีกลิ่นขี้หมูไปรบกวนชาวบ้านและ ร.ร. จะทำการล้างคอกหมูเพิ่มเป็น 3 – 4 ครั้งต่อวัน โดยจะใช้น้ำยาดับกลิ่นเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อระงับกลิ่นเหม็นของขี้หมูให้ได้ และพร้อมจะทำทันที เพื่อไม่ให้ขี้หมูส่งกลิ่นไปรบกวนชาวบ้านได้อีกต่อไป

