รวบ ‘เครือข่ายเอ็ม บางปะกง’ ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ ของกลาง 6 หมื่นเม็ด ผู้ต้องหาอื้อ

29.11.18 | 15:21 น.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 พฤศจิกายน ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และพล.ต.ต.ธีรพล จินดาหลวง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา พล.ต.พณิชย์ ศิริพละ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดพร้อมของกลางยาเสพติดจำนวนมากแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการระดมกวาดล้างปิดล้อมตรวจค้นปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดทุกระดับให้ถึงหมู่บ้านชุมชนระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ถึง 31 มกราคม 2562 โดยจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้บูรณาการร่วมกันระหว่างตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดได้จำนวน 63 ราย ผู้ต้องหา 66 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 62,696 เม็ด , ยาไอซ์ 20 .57 กรัม, กัญชา 1 กรัม ,กระท่อม 2,727.60กรัม , อาวุธปืน 4 กระบอก และเครื่องกระสุนปืน 8 นัด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกันทำการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญเครือข่ายนายเอ็มบางปะกง ได้ผู้ต้องหาจำนวน 2 คน คือนายวสัน หรือเป้ คงคาลัยอายุ 27 ปี และนายธวัชชัย หรือลุย ควรเอี่ยม อายุ 28 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ในข้อหาร่วมกันพยายามจำหน่าย พร้อมด้วยของกลางยาบ้าจำนวน 60,000 เม็ด โดยได้ให้ให้สายลับโทรศัพท์ล่อซื้อยาบ้า 3 มัด จำนวน 6,000 เม็ด จากนายธวัชชัย ในราคามัดละ 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 99,000 บาท และได้นัดส่งมอบยาบ้ากันที่บริเวณริมถนนบางปะกง-ฉะเชิงเทรา เมื่อถึงเวลาเกิดเหตุนายวสัน ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้ารุ่น PCX สีน้ำเงิน เข้ามาที่จุดนัดหมายเพื่อมาส่งยาบ้าให้กับสายลับ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าจับกุม หลังการจับกุมได้ขยายผลเข้าตรวจค้นร้านคาราโอเกะเข้าซอย บริเวณริมถนนสิริโสธรบางปะกง ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พบของกลางเพิ่มอีก 1 มัด จำนวน 2,000 เม็ด และขยายผลตรวจค้นต่อเนื่องไปยังบ้านเลขที่ 66/64 หมู่ 19 ตำบลบางปะกงอำเภอบางปะกง พบยาบ้าอีก 26 มัด จำนวน 52,000 เม็ด รวมของกลางยาบ้าจำนวน 30 มัดทั้งหมด 60,000 เม็ด โดยนำผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป.

ราชบุรี – อดีตรองนายก อบจ. ทายาทอดีต ส.ส. 5 สมัยสู้ศึกเลือกตั้ง ส.ส.เขต 4 ราชบุรี ( คลิปภาพ )
ราชบุรี – อดีตรองนายก อบจ. ทายาทอดีต ส.ส. 5 สมัยสู้ศึกเลือกตั้ง ส.ส.เขต 4 ราชบุรี ( คลิปภาพ )
นายมหิศร มังคลรังษี อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายจิระ มังคลรังษี อดีต ส.ส. 5 สมัย และเป็นหลายชายของนาย ส.ส.วัฒนา มังคลรังษี อดีต ส.ส. 2 สมัย ขอสู้ศึกสนามเลือกตั้ง ส.ส.เขต 4 ราชบุรี ในนามพรรคภูมิใจไทย ชูนโยบายเรื่องปากท้องชาวบ้าน ใช้ประสบการณ์ทำงานเพื่อมวลชน
( 29 พ.ย. 61 ) นายมหิศร มังคลรังษี อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี และเลขานายก อบจ.มา 12 ปี เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจส่วนตัว เปิดเผยถึง การลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.เขต 4 ราชบุรี ในนามพรรคภูมิใจไทย ช่วงที่เป็นรองนายก อบจ.ได้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ เขตอำเภอบ้านโป่ง มาคราวนี้ได้รับประสานจากนายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายบุญลือ ประเสริฐโสภา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และทีมอดีต ส.ส.วัฒนา มังคลรังษี ส.ส. 2 สมัย ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณอาของตัวเอง ส่วนบิดาคือ นายจิระ มังคลรังษี เคยเป็นอดีต ส.ส.พรรคการเมืองมาแล้วถึง 5 สมัย โดยบิดาเคยดำรงตำแหน่งเป็นเลขารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย ที่ได้สร้างผลงานไว้มากมาย ส่วนตัวเองได้ติดตามบิดาออกงานไปด้วยกว่า 30 ปี มาแล้ว พบปะประชาชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ที่ยังเอ็นดูอยู่เสมอ พบกันก็จะสนุกสนานเฮฮากันด้วยความรักและความเอ็นดูที่มีต่อกัน
สำหรับการลงสมัคร ส.ส.ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรก หลังจากที่ผ่านมาเคยแต่ลงสมัครในศึกเลือกตั้งท้องถิ่นมานานแล้ว และอาจเป็นช่วงจังหวะดีและทีมงานได้ให้โอกาสมา ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีทางด้านการเมือง น่าจะลองดูสักครั้ง อีกทั้งตัวเองคิดว่ามีความพร้อม เพราะหากจะมีลงการเมืองจะต้องเสียสละ เป็นการให้และต้องมีการพร้อมก่อนทั้งด้านร่างกาย พลังใจ หลังบ้านมีความพร้อมรวมถึงเรื่องอาชีพและรายได้มีความมั่นคงไม่ต้องมาพะวงหลัง มีพลังที่จะมาทำงานเพื่อท้องถิ่นจริง ๆ แน่นอน
อันดับแรกตอนนี้ยังไม่ได้เจาะลึกเรื่องนโยบาย เพราะทางพรรคจะมีการประชุมกันเร็ว ๆ นี้ เพื่อจะได้พูดไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนตัวเองอันดับแรกคือ เรื่องปากท้องของชาวบ้าน เพราะที่ผ่านมาเป็นแบบนี้มากี่ปีแล้ว รู้กันอยู่ว่าตอนนี้เศรษฐกิจเป็นอย่างไร ของทุกอย่างขึ้นราคา ค่าครองชีพ ค่ารถเมล์ ค่าข้าว ปากท้องขึ้นหมด แต่รายได้ไม่ได้ขึ้นไปด้วย ลักษณะเงินเฟ้อ รากหญ้าภาคเกษตรแย่หมด
นายมหิศร มังคลรังษี กล่าวอีกว่า อันดับแรกที่ต้องแก้คือเรื่องปากท้องของชาวบ้าน อย่างเฟืองตัวแรกเกษตรกรไม่ขับเคลื่อนไม่หมุน เกษตรกรไม่มีเงินก็ไม่เข้าไปในตลาด ไม่เข้าไปซื้อข้าวสาร ไม่ซื้อทอง ไม่ซื้อมอเตอร์ไซค์ เฟืองตัวแรกไม่หมุนเฟืองตัวอื่นก็ตายหมด ตอนนี้ต้องเอาจารบีไปหยอด เพราะฝืดจนสนิมกินไปหมดแล้ว จึงต้องแก้เป็นอันดับแรกคือปากท้อง เพราะจังหวัดราชบุรีชาวบ้าน 70-80 เปอร์เซ็นต์เป็นเกษตรกรอยู่แล้ว
ไม่รู้สึกหนักใจเพราะเป็นประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิ์สู้ มีสิทธิ์ทำไปตามระบบขอให้ถูกกติกา ถูกกฎหมาย ส่วนตัวเองทำเต็มที่แน่นอน เพราะเชื่อว่าเกิดมาชีวิตหนึ่งอยากทำชีวิตให้ดีที่สุด ทุกคนต้องการเล่นให้ดีที่สุด และมีความสุขในการเข้ามาทำงานตรงนี้ เชื่อว่าความสุขสามารถถ่ายทอดได้ ขณะนี้ได้ออกพบเพื่อนเก่า และอีกหลายคนที่ยังให้การต้อนรับดี รู้จักเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น ได้สอบถามเรียนรู้ปัญหาและอาสาเป็นตัวแทนที่จะรับรู้ปัญหาของชาวบ้าน และนำเข้าไปพูดคุยในระดับประเทศ จะได้รู้ปัญหาจริง ๆ ว่า ปัญหาของชาวบ้านคืออะไร รู้สึกสนุกดี พบเจอใครก็ยิ้มแย้มแจ่มใสทักทายกัน อยากจะทำให้เต็มที่ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรไม่ได้อยู่ที่ตัวเอง แต่อยู่ที่ชาวบ้าน อยู่ที่เพื่อนฝูง และคนที่รักเราว่าจะเอาเราเข้าไปใช้ โดยเฉพาะเขต อ.บ้านโป่ง และตั้งใจที่จะตอบแทน เพราะยังมีแรงอยู่ มีความพร้อมเพื่อให้พื้นที่ อ.บ้านโป่ง และชาวราชบุรีได้ผลประโยชน์สูงสุด ให้สมกับชื่อพรรคภูมิใจไทย มาจากคำว่า ภูมิใจไทยที่เราเป็นคนไทย และเชื่อว่าคนไทยเราทุกคนก็ภูมิใจที่ได้เป็นคนไทย แต่อย่างที่เขาบอกว่ามันต้องการแสดงออก จะภูมิใจจะรักเฉย ๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่จะต้องออกมาแอ็กชั่น ทำอะไรบางอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีความรักในประเทศไทยจริง ๆ จึงอยากตั้งใจทำงานอย่างเต็มความสามารถ
ซึ่งก่อนหน้านี้เคยอยู่ในตำแหน่งรองนายก อบจ.ได้ทำงานพบปะเยี่ยมเยียนชาวบ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และผู้นำชุมชน ต้องการอะไรลงไปดูแล ทั้งเครื่องจักร รถน้ำแก้ภัยแล้ง มีปัญหาได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบด้วยตัวเอง ช่วงที่เป็นรองนายก อบจ. และเลขานายก อบจ. และล่าสุดได้ประกาศลงสมัคร ส.ส.ราชบุรีพรรคภูมิใจไทย โดยอาศัยฐานเสียงของคุณพ่อนายจิระ มังคลรังษี เคยเป็นอดีต ส.ส.พรรคการเมืองมาแล้วถึง 5 สมัย ยังเป็นหลานของนายวัฒนา มังคลรังษี เคยเป็น ส.ส.มาแล้ว 2 สมัย ขณะที่ตนเองก็เป็นอดีตรองนายก อบจ. เลขา อบจ.และสมาชิกฯมา 3 สมัย จึงมีฐานเสียงอยู่พอที่จะลงแข่งขันในสนามเลือกตั้ง ส.ส.ได้ โดยใช้ประสบการณ์ทำงานเพื่อมวลชน
////////////////////////////////////////