อึ้งพบนักเรียนโข่งอายุ 55 ปี สวมชื่อในบัญชีนักเรียนผียโสธร อ้างเป็นนักเรียนทางเลือก ปปท.ชี้ชัดจงใจกระทำผิดหวังอัพเกรดขนาดโรงเรียนเพื่อย้ายผู้อำนวยการ คาดทำเป็นกระบวนการ เร่งสอบผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.เขต 3 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลายโรงเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพบว่ามีโรงเรียนกว่า 10 แห่ง ตกแต่งบัญชีรายชื่อนักเรียน ด้วยการเพิ่มชื่อนักเรียนที่ไม่มีอยู่จริง หรือนักเรียนผีเข้าไปในบัญชีรายชื่อ เพื่ออัพเกรดขนาดโรงเรียนให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้มีผลกับการโยกย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนขนาดเล็ก ไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษ โดยคาดว่าหวังที่จะได้ผลประโยชน์จากการเรียกเก็บเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะนั้น
ล่าสุด วันนี้ (30 พ.ย. 61) พันตำรวจโท สามารถ ไชยณรงค์ ผอ.ป.ป.ท. เขต 3 เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนใน จ.ยโสธร ซึ่งพบว่าที่โรงเรียนศรแก้ววิทยา มีการใส่ชื่อนักเรียนที่ไม่มีอยู่จริงเพิ่มเข้าไปในบัญชีรายชื่อนักเรียน เพื่ออัพเกรดจากโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ทำให้ผู้อำนวยการได้รับการโยกย้ายไปอยู่โรงเรียนยโสธรพิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ
โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทาง ป.ป.ท.เขต 3 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบรายชื่อของนักเรียน โรงเรียนศรแก้ววิทยาเพิ่มเติม พบว่า นักเรียนที่มีอยู่จริง มีเพียง 443 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีนักเรียนไม่เกิน 499 คน จึงยังไม่เข้าเกณฑ์เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ที่ต้องมีจำนวนนักเรียนระหว่าง 500-1,499 คน แต่พบว่ามีการเพิ่มรายชื่อนักเรียนที่ไม่มีอยู่จริงเข้ามาในบัญชีถึง 159 คน ทำให้อัพเกรดเป็นโรงเรียนขนาดกลางได้ และมีการโยกย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนยโสธรพิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ที่มีนักเรียนมากกว่า 4,000 คน ย้ายข้ามขั้นโรงเรียนขนาดใหญ่ไป 1 ขั้น
อีกทั้งเมื่อตรวจสอบนักเรียนที่ไม่มีอยู่จริง ก็พบว่าเป็นผู้มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป จนอายุสูงสุดมากถึง 55 ปีอยู่หลายคน ซึ่งทางโรงเรียนศรแก้ววิทยา อ้างว่าเป็นนักเรียนทางเลือก ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นหลักสูตรนักเรียนทางเลือกไม่มี และเมื่อไม่มีหลักสูตรก็ไม่สามารถออกวุฒิบัตรให้นักเรียนได้ ถ้าออกให้จะกลายเป็นวุฒิบัตรเถื่อนทันที ซึ่งนักเรียนที่มีอายุขนาดนี้ ควรไปเรียนในหลักสูตรของ กศน.มากกว่า ดังนั้นการตรวจพบครั้งนี้จึงถือว่ามีเจตนากระทำความผิดอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหลังจากนี้ ป.ป.ท.เขต 3 ต้องทำการสืบสวน สอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่ทำคนเดียวแน่นอน ต้องทำกันเป็นกระบวนการ ถึงจะผ่านมาถึงขั้นนี้ได้ ส่วนโรงเรียนอื่นๆ กว่า 10 โรงเรียนในพื้นที่ภาคอีสานที่ได้รับการร้องเรียนมา ขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติมอยู่ ซึ่งทาง ป.ป.ท.เขต 3 จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดเช่นกัน

