กรณีที่ชาวประมงพื้นบ้านพบซากพะยูน เพศเมีย เกยตื้นตายในสภาพซากเริ่มเน่าลอยอยู่ในทะเลตรังระหว่างเกาะลิบง กับท่าเทียบเรือหาดยาว หมู่ 6 ต.เกาะลิบง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายซากส่งไปผ่าพิสูจน์ เพื่อหาสาเหตุการตายที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ศวทม.) นั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศวทม.ได้รายงานว่าระหว่างทางที่เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายซากพบว่า พะยูนตัวดังกล่าวมีลูกทะลักออกมาทางช่องคลอดในระหว่างขนย้าย ส่วนผลการชันสูตรซากพะยูนพบว่า ซากพะยูนเพศเมียตัวดังกล่าวมีสภาพสมบูรณ์ ยาว 262 เซนติเมตร น้ำหนัก 250 กิโลกรัม สภาพซากเริ่มเน่า ภายนอกพบรอยแผลที่เกิดจากพฤติกรรมฝูง และรอยแผลถลอกบริเวณหลังด้านขวาในช่วงบริเวณอก ผลการตรวจสอบอวัยวะภายในพบว่า ชั้นกล้ามเนื้อบริเวณส่วนของผิวหนังที่พบรอยถลอก พบรอยช้ำเลือดและพบส่วนของแนวกระดูกสันหลัง บริเวณกระดูกอกเคลื่อน และพบการหักของซี่โครงด้านขวาซี่ที่ 2-5 ซึ่งเกิดจากการกระแทกอย่างแรงจากบริเวณด้านหลัง ส่วนของปอดพบรอยช้ำเลือดและมีเลือดคั่งที่แขนงปอดด้านขวา และส่วนของม้ามมีลักษณะการหดตัวบ่งชี้ถึงภาวการณ์เสียเลือด ส่วนอวัยวะอื่นไม่พบรอยโรค ส่วนของระบบสืบพันธุ์พบลักษณะของช่องคลอดที่มีการขยาย คาดว่าพะยูนอยู่ในระยะใกล้คลอด ส่วนของลูกพะยูนเป็นเพศเมีย มีขนาดความยาว 86 เซนติเมตร น้ำหนัก 9.5 กิโลกรัม มีลักษณะสมบูรณ์ไม่พบความผิดปกติ และขนาดใกล้เคียงกับลูกพะยูนแรกเกิด

สันนิษฐานสาเหตุการตายของพะยูนว่า มาจากการโดนกระแทกอย่างแรง ซึ่งเชื่อว่าถูกเรือสปีดโบ๊ตชน ขณะหากินอยู่ในบริเวณแหล่งหญ้าทะเล จนทำให้ส่วนของกระดูกสันหลังเคลื่อน และซี่โครงหัก ส่งผลให้ปอดได้รับบาดเจ็บ จนทำให้แม่พะยูนและลูกในท้องตายแบบฉับพลัน

ทั้งนี้ นายชัยพฤกษ์ วีระวงษ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง และนายณรงค์ หนูเอียด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เตรียมเรียกประชุมด่วนเจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น และเจ้าของผู้ประกอบการเรือ เพื่อหาทางป้องกันเหตุดังกล่าวต่อไป โดยอาจขอความร่วมมือไม่ให้เรือสปีดโบ๊ตแล่นผ่านในบริเวณแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งหากินของพะยูน รวมทั้งการกำหนดเขตอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเลเพิ่มขึ้นต่อไป

