เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีผู้ประกอบการค้าชายแดนนำรถบรรทุกกว่า 10 คัน เข้าปิดขวางถนนบริเวณปากทางเข้าด่านพรมแดนเชียงของ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 อำเภอเชียงของ จ.เชียงราย เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ล่าสุดทางผู้ประกอบการได้ยอมนำรถบรรทุกออกจากถนนและเปิดทางให้รถยนต์ทั่วไปได้ใช้สัญจรไปมาตามปกติแล้ว ภายหลังนายวัชรินทร์ นิ่มประทุม นายอำเภอเชียงของ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรได้เดินทางเข้าไปเจรจา โดยขอความร่วมมือให้ยุติการกระทำและให้เปิดถนนเนื่องจากเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และเชิญตัวแทนผู้ประกอบการเข้าไปหารือยังสำนักงานด่านศุลกากรเชียงของเพื่อหาทางออกร่วมกัน
โดยเบื้องต้นทางกลุ่มผู้ประกอบการระบุว่ามีรถบรรทุกสินค้าผลไม้ตกค้างและถูกกักที่ฉางหรือจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าในฝั่งเมืองห้วยทราย สปป.ลาว จำนวน 62 คัน ซึ่งเป็นผลไม้สินค้าที่เสียง่าย จึงอยากให้ทางอำเภอช่วยเจรจาหาทางออกให้ หลังจากที่ทางการลาวเรียกเก็บเงินเพิ่มอีก 1,690 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีการเรียกเก็บแล้ว 1,600 บาทต่อรถบรรทุก 1 คัน ซึ่งรวมแล้วกว่า 3,000 บาท หากรวมพื้นที่ชายแดนในการขนถ่ายสินค้ารถบรรทุก 1 คันจะต้องเสียถึงคันละกว่า 10,000 บาทกว่าสินค้าจะไปถึงชายแดนประเทศจีน
ซึ่งนายวัชรินทร์ นอภ.เชียงของระบุว่า ปัญหาการค้ากับ สปป.ลาว ผู้ประกอบการไม่ได้แจ้งทางอำเภอได้รับทราบและทางอำเภอก็ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปจัดการเรื่องนี้ได้ จึงเป็นการเข้ามารับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อนำปัญหาที่เกิดขึ้นเสนอไปทางจังหวัดหรือส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกร่วมกันดีกว่าปิดถนน ซึ่งอำนาจของไทยกับลาวไม่เหมือนกัน โดยไทยยึดตามกฎหมาย แต่ทางลาวยึดตามอำนาจของเจ้าแขวงบ่อแก้ว ซึ่งน่าจะมีการเจรจาได้ โดยช่วงบ่ายนี้จะมีการหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันอีกครั้ง
ต่อมานายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผวจ.เชียงราย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เดินทางเข้าหารือกับผู้ประกอบการเพื่อหาทางออกอีกครั้ง ซึ่งนายโสภณ สังขกร ผู้ประกอบการค้าบริษัท เกวรี จำกัด ระบุว่า ตามบันทึกข้อตกลงการใช้ประโยชน์จากถนนอาร์ 3 เอ จะไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ทางการลาวจัดเก็บในขั้นต้นเป็นค่าธรรมเนียมซึ่งทางผู้ประกอบการก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ยินดีที่จะชำระให้ แต่ที่ทางผู้ประกอบการไม่เห็นด้วยคือการที่ทางการลาวมีการขึ้นราคาค่าธรรมเนียมอยู่บ่อยครั้งและไม่มีการแจ้งล่วงหน้า จะขึ้นก็ขึ้นทันที เช่นแจ้งวันนี้ก็เก็บวันนี้ทันที ทำให้เป็นภาระของผู้ประกอบการที่ไม่ได้คำนวณต้นทุนทางการเบื้องต้น ซึ่งมีผลต่อการทำธุรกิจและการขนส่ง จึงอยากให้ทางการไทยคุยกับแขวงบ่อแก้วของ สปป.ลาว ให้ดำเนินการเรื่องการใช้ถนน ธรรมเนียมค่าผ่านทาง การตรวจเอกสารของ ตม.หรือศุลกากรอย่างถูกต้องเป็นระเบียบ มีความชัดเจนเป็นรายเดือนหรือรายปี ไม่ไช่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวันอย่างที่ผ่านๆ มา
ล่าสุดทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับเรื่องจากผู้ประกอบการขนส่งสินค้า คือ 1.ขอให้ สปป.ลาว มีการจัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม เพียงจุดเดียว (ONE STOP SERVICE) จากที่ในปัจจุบันมีการจัดเก็บซ้ำซ้อน ทั้งจากหน่วยงานส่วนกลาง แขวงบ่อแก้ว และแขวงหลวงน้ำทา 2.กำหนดมาตรฐานการใช้ถนน R3A ร่วมกันให้มีความเป็นสากล เนื่องจากปัจจุบันเมื่อเกิดอุบัติเหตุฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอด ทั้งที่มิได้กระทำผิดกฎจราจร 3.เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บภาษี สปป.ลาวควรมีหนังสือแจ้งมายังฝ่ายไทยเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างเช่นเหตุที่เกิดเมื่อวานกับวันนี้ หนังสือออกมาตั้งแต่ ก.พ.59 แต่ไม่ถึงผู้ประกอบการ ทราบกันเพียงในกลุ่มชิปปิ้งลาว 4.ขอให้ทางการไทยเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบหนังสือเดินทางของตัวบุคคลและยานพาหนะของไทยที่ข้ามไปส่งสินค้าฝั่ง สปป.ลาว เพื่อป้องกันการถูกดำเนินคดีฝั่ง สปป.ลาว
ส่วนกรณีรถยนต์จำนวน 62 คันที่ถูกกักกันที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าธรรมเนียมที่ฉาง (ลานจอดรถ) 530 บาท สำหรับค่าอากรของแขวงบ่อแก้วที่เพิ่มอีก 1,100 บาท ทางการลาวอนุโลมไม่ได้เก็บ สำหรับในอนาคตชิปปิ้งกำลังเจรจาอยู่ ซึ่งทาง ผวจ.เชียงราย จะข้ามไปพบเจ้าแขวงบ่อแก้วเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป

