เมื่อเวลา 17.00 น. ทนายรณรงค์ แก้วเพชร นักสิทธิมนุษยชนเด็ก เดินทางเข้ามาพบครอบครัวของเด็กชายต้าแง หรือ น้องซูลุยพิว อายุ 2 ขวบ 1 เดือน พร้อมได้พูดคุยกันเป็นเวลา 30 นาที โดยมีกลุ่ม LPN มูลนิธิส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ได้ร่วมพูดคุยด้วย จากนั้นได้มาเปิดเผยกับสื่อมวลชนในหลายประเด็นค้างคาใจ ที่มีการตั้งประเด็นการเสียชีวิตของน้อง ที่ไม่เชื่อว่า น้องเสียชีวิตจากการพลัดหลงในไร่อ้อย ซึ่งทางญาติคาใจสงสัยการเสียชีวิต จนต้องออกมาช่วยเหลือ ด้นคดี
ต่อมาเมื่อเวลา 17.30 น. โดย นางมอ แม่ของน้องต้าแง ได้กล่าวโดยมีล่ามเป็นผู้แปล ว่า หลังจากวันนี้ทางตำรวจได้นำศพน้องไปทำการตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช และกลับมาสอบปากคำเพิ่ม ที่สภ.สระยายโสม โดยใช้เวลา กว่า 4 ชม. จากนั้นได้ออกมานั้น ตอนนี้ญาติได้ทราบผลการชันสูตรศพจากสถาบันนิติเวชวิทยา ที่โรงพยาบาลตำรวจ ยันยังไม่เชื่อว่าลูกตายจากการพลัดหลง ยังไม่ขอเผาศพลูก ล่าสุดได้ขอไปผ่าพิสูจน์ชันสูตร การเสียชีวิตอีกครั้ง
จนกว่าจะได้ทราบข้อเท็จจริงว่าลูกเสียชีวิตเพราะสาเหตุอะไรกันแน่ เบื้องต้นสงสัยประเด็นเรื่องอุบัติเหตุรถไถ เพราะที่ผ่านมาอย่างที่คนขับบอกว่ามาช่วยหาลูกนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะไม่เคยเห็นมาช่วยหา ส่วนประเด็นที่ตนมีศัตรู หรือ ทะเลาะวิวาทกับใครนั้นก็ไม่เป็นความจริง ตนเพิ่งมาทำงานวันแรก จึงไม่มีเหตุเรื่องนี้ ตอนนี้เสียใจมาก นางมอกล่าวพร้อมน้ำตา
ส่วนคนขับรถไถ นายสมาน วงษ์กัณหา อายุ 44 ปี คนขับรถไถนา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย เปิดเผยว่า ตนขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตายของเด็กแต่อย่างใด ในช่วงเช้าวันที่ 17 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันที่เด็กหายตัวไป ตนยอมรับว่าตนขับไถนาห่างจากจุดที่เด็กหายไปประมาณ 300 เมตร ซึ่งเห็นว่ามีเด็กยืนเล่นกันอยู่ 2 คน แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร เมื่อทำงานเสร็จก็ขับรถไถนากลับบ้าน จนกระทั่งตอน 5 โมงเย็นก็มาทราบว่ามีเด็กหายตัวไป ตนก็ได้ช่วยออกไปตามหาด้วยแต่ไม่พบ ต่อมาวันรุ่งขึ้นก็ได้เตรียมตัวออกไปไถไร่อ้อยตามปกติ ส่วนที่เปลี่ยนตัวหางไถ ก็เนื่องจากว่าเมื่อไถคาดดินด้วยหางไถขนาดใหญ่แล้วพออีกวันก็ต้องเปลี่ยนหางอันใหม่เพื่อให้ไถดินได้ละเอียดขึ้น ซึ่งการทำแบบนี้คนขับรถไถทุกคนก็ทราบดีว่าต้องทำแบบนี้ ตนก็จะไม่หนีไปไหนเพราะบ้านอยู่ที่นี่ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกอย่าง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่าตนไม่มีส่วนในการเสียชีวิตของเด็กคนนี้แน่นอน
ต่อมาเมื่อเวลา 20.00 น. พ.ต.อ.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ผลการชันสูตรเบื้องต้น จากการผ่า 2 รอบ โดยรอบแรกแพทย์เวรประจำวันเป็นผู้ผ่า รอบสองเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ซึ่งไม่พบร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากของมีคม ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย มีเพียงการถูกกัดแทะจากสัตว์เท่านั้น ตรวจสอบกระดูกไม่มีร่องรอยแตกหัก ส่วนกรณีที่มีข้อมูลว่าเด็กชายซูลุยผิว สภาพศพบริเวณขามีลักษณะผิดรูปนั้น เกิดจากสภาพศพที่เน่าเปื่อย ทำให้ข้อต่อตามจุดต่างๆบิดผิดรูป ซึ่งสรีระข้อต่อของเด็กกับผู้ใหญ่จะต่างกัน คาดว่าเสียชีวิตตั้งแต่5-10 วัน เบื้องต้นได้ส่งเสื้อผ้าของผู้ตายตรวจหาDNA อีกครั้ง เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับผู้ต้องสงสัย ส่วนอาหารในกระเพาะไม่สามารถตรวจได้ เนื่องจากสภาพภายในเน่าเปื่อย ตอนนี้ยังไม่ยืนยันสาเหตุการเสียชีวิต ต้องรอผลการตรวจให้ชัดเจนอีกครั้ง ส่วนทางญาติไม่เชื่อประเด็นการเสียชีวิตก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งทางตำรวจก็ยืนยันผลทางสถาบันนิติเวช วิทยา รพ.ตำรวจ ตามที่ได้แถลงข้อมูลไป ซึ่งขณะนี้ ญาติได้ขอดูรูปศพและขอให้นำศพไปผ่าพิสูจน์อีกครั้งที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งทางตำรวจก็ได้ดำเนินการให้ตามที่ขอ ส่วนประเด็นอื่นเรื่องอุบัติเหตุ หรือ เรื่องการถูกทำร้าย จากบุคคลอื่น ตำรวจยังไม่ได้หยุดการทำงาน ยังคงส่งชุดทีมสืบสวนทั้ง ภาค 7 กก.สส.ภ.จว และชุดสืบสวน สภ.สระยายโสม ลงพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุม และ มีข้อเท็จจริงมากที่สุด ทั้งเรื่องเรียกพยานมาสอบปากคำทั้ง 30 ปาก บุคคลต้องสงสัย ยืนยันทำเต็มที่


