จากกรณีภายหลังจากที่แฟนเพจ “WATCHDOG THAILAND” (WDT) ได้เผยแพร่เรื่องราวน่าสงสารของสุนัข 2 ตัว ที่ถูกนายทหารผู้บังคับบัญชาสั่งให้พลทหารไปจับตัวมามัดปากกับขาแล้วจับไปนอนตากแดดนานถึง 7 ชม. หายใจรวยรินแล้วนำตัวไปโยนทิ้งกองขยะ เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกสุนัขวิ่งไล่ระหว่างปั่นจักรยาน โดยภายหลังได้มีการชี้แจงว่าทางหน่วยดังกล่าวว่ามีมาตรการในการป้องกันสุนัขจรจัดเข้ามาในหน่วย ซึ่งได้มีการทำหนังสือแจ้งไปยังกำลังพลที่มีบ้านพักในหน่วยให้รับทราบ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีสุนัขจรจัดเข้ามาในหน่วยแล้วไล่กัดกำลังพล บุตร หลาน และสัตว์เลี้ยง แต่ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบว่าเป็นสุนัขของใครเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายและเป็นโรคพิษสุนัขบ้า หากพบว่ามีสุนัขจรจัดเข้ามาก็จะต้องถูกนำไปปล่อยนอกหน่วย ซึ่งก่อนหน้านี้ในการดำเนินการก็จะร่วมกับทางปศุสัตว์จังหวัดลพบุรีและปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ข้างเคียง แต่ในครั้งนี้เห็นว่ามีเพียงแค่ 6 ตัวก็เลยดำเนินการเอง
โดยภาพออกไปนั้นก็เป็นเพียงสุนัข 2 ตัวแรกที่ถูกจับมารอเพื่อจับอีก 4 ตัว ที่จะได้นำไปปล่อยพร้อมกัน ซึ่งอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการทรมานสัตว์ จริงแล้วเพียงแค่มัดปากกับขาไม่ให้กัดและวิ่งหนีเท่านั้น หลังจากที่เป็นข่าวไปแล้วก็ได้นำสุนัขที่เป็นข่าวมาให้ทางสัตวแพทย์ได้ตรวจสอบว่าได้รับการทรมานจริงหรือไม่ รวมทั้งมีรอยแผลตามร่างกายตามที่ลงในเพจที่ถูกนำเสนอไปแล้วหรือไม่ ส่วนที่ต้องนำไปปล่อยที่กองขยะก็เพราะว่าเป็นพื้นที่ที่มีอาหาร หากนำไปปล่อยที่อื่นก็จะเป็นภาระกับวัดหรือชุมชน
ซึ่งทาง สพญ.บุษบา ดานอาดนา หัวหน้ากลุ่มสุขภาพสัตว์สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ยังได้เปิดเผยว่าหลังจากที่ได้ตรวจสอบสุนัขที่ถูกนำไปปล่อยแล้วพบว่ามีสุขภาพดี กินอาหารได้ตามปกติ เนื้อตัวไม่มีรอยการทารุณตามที่เป็นข่าว พร้อมกับยืนยันว่าที่ผ่านมาปศุสัตว์จังหวัดลพบุรีได้มีการดำเนินการร่วมกันตามที่ทางหน่วยได้ชี้แจง หลังจากที่ได้ตรวจสอบแล้วทางหน่วยก็ได้มอบสุนัขให้กับทางปศุสัตว์นำไปควบคุมต่อไป นอกจากนี้ได้ไปตรวจสอบที่กองขยะดังกล่าวก็พบว่ามีสุนัขจรจัดอยู่จำนวนมากเพราะมีอาหารให้กิน
ทั้งนี้ภายหลังทางหน่วยทหารได้สอบสวนทหารที่เข้าเวรในวันดังกล่าว เพื่อหาข้อมูล และได้ทราบว่า พลทหารจักรพรรณ หรืออั้ม แก้วกลัด เป็นผู้ส่งเรื่องร้องเรียนไปที่ WDT และมีข่าวในทำนองว่า พลทหารจักรพรรณถูกขุดคุ้ยสืบสาวจนถูกยึดโทรศัพท์และถูกลงโทษอย่างโหดสุดจากวินัยทหาร พร้อมกับได้แจ้งไปยังครอบครัวว่าหากเงียบไปหมายความว่าถูกขังแล้ว ขอฝากแม่และครอบครัวด้วย นอกจากนี้ในเพจ WDT ยังเผยแพร่ว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค.62 คุณนวล ไม่ทราบนามสกุล ที่เป็นอาสาประชาชน WDT ได้ไปรับแม่ของน้องอั้มที่เดินทางมาถึงหน้าค่าย ด้วยความหวังว่าจะได้พบลูกชาย พร้อมกับมีการโพสต์ในเพจดังกล่าวว่า “WDT วิงวอน สังคมคนรักสัตว์ ช่วยกันดูแลโอบอุ้มเป็นกำลังใจให้น้องอั้มและแม่ต่อสู้กับการใช้อำนาจอันมิชอบด้วยกฎหมายด้วยเถิด”
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทางแหล่งข่าวได้เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่หน่วยทหารดังกล่าวไม่ได้ให้มารดาและญาติพบกับบุตรชายนั้นเพราะไม่ได้มาติดต่อหรือประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่กองรักษาการณ์แต่อย่างใด หลังจากทันทีที่ทราบเรื่องราวจากเพจดังผู้บังคับบัญชาจึงได้ให้พลทหารจักรพรรณโทรศัพท์ติดต่อมารดาและญาติให้มาพบได้ที่จุดเยี่ยมญาติ ซึ่งมารดาก็ทราบและเข้าใจแล้วอีกทั้งยังได้พบและพูดคุยกับบุตรชายด้วย รวมทั้งยังได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นรวมทั้งไม่ได้มีการคุกคามหรือทำโทษแต่อย่างใด เนื่องจากข่าวที่ออกมาจากความไม่เข้าใจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของหน่วยอย่างมากนั้น
สำหรับความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวนั้น เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 ม.ค.62 นางยุพิน แก้วกลัด อายุ 52 ปี ชาว หมู่ที่ 3 ต.วังน้ำเย็น อ.แสวงหา จ.อ่างทอง มารดาของพลทหารจักรพรรณ ได้ประสานขอชี้แจ้งกับผู้สื่อข่าวในเรื่องที่เกิดขึ้น ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในตัวเมืองลพบุรี ซึ่งได้เดินทางมาพร้อมกับนายเจริญศักดิ์ หรืออ๊อด แก้วกลัด อายุ 34 ปี พี่ชาย และนางเจิม แก้วกลัด อายุ 72 ปี ผู้เป็นย่า โดยได้ชี้แจงกับผู้สื่อข่าวถึงเหตุการณ์ที่มีข่าวว่ามารดาพร้อมญาติเดินทางมาพบพลทหารจักรพรรณ บุตรชายที่หน่วยทหาร ซึ่งลูกชายได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่าได้แจ้งข่าวเรื่องสุนัขไปยังเพจ WDT เพียงเพื่อต้องการให้มีคนเอาสุนัขจรจัดเอาไปดูแลไม่คิดว่าเรื่องราวจะใหญ่โตอย่างนี้ ทางพี่ชายทราบว่าน้องชายเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ชวนกันไปเยี่ยมน้องชาย หลังจากที่เดินทางจากบ้านมาก็มีโทรศัพท์จากผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่บอกชื่อบอกว่าให้พบกันที่หน้าหน่วยทหารจะมีคนพาเข้าไปพบลูกชาย
ทางตนเองก็ยังสงสัยอยู่ว่ารู้ได้อย่างไรว่าจะมาเยี่ยมน้องชายและเอาเบอร์โทรศัพท์มาได้อย่างไร จนกระทั่งเมื่อเดินทางมาถึงหน้าหน่วยทหาร ยังไม่ทันได้เข้าไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอเยี่ยมน้องชาย จากนั้นก็มีหญิงสาวคนหนึ่งมาแจ้งกับตนเองว่ายังเข้าไปไม่ได้ พร้อมกับขอถ่ายรูปตนเองที่หน้าหน่วยทหารก็ยังสงสัยอยู่ว่าถ่ายไปทำอะไร ทั้งที่ยังไม่ได้ไปติดต่อที่กองรักษาการณ์ หลังจากถ่ายภาพแล้วก็พาไปที่ สภ.เมืองลพบุรีบอกว่าจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพาเข้าไปพบพลทหารจักรพรรณ แต่ลูกชายได้โทรศัพท์ติดต่อมาถามว่าอยู่ที่ไหนกันเข้ามาหาในหน่วยทหารเลย จึงได้เดินทางไปพบกับพลทหารจักรพรรณ โดยผู้หญิงคนดังกล่าวยังอยู่ที่ สภ.เมืองลพบุรีไม่ได้ตามไปด้วย
ซึ่งจากการที่ได้พบลูกชายและพูดคุยกันลูกชายก็บอกว่าอยู่สบายดีไม่เป็นอะไร ยิ้มแย้มแจ่มใสปกติ นอกจากนี้ตามร่างกายก็ปกติไม่มีรอยการถูกทำโทษ สำหรับพลทหารจักรพรรณ เป็นคนที่มีนิสัยรักสัตว์และสงสารสัตว์อยู่แล้วก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ ขณะนี้ทางผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็ได้ย้ายพลทหารจักรพรรณไปอยู่ที่หน่วยทหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯแล้ว ทั้งนี้ตนเองอยากจะขอโทษผู้บังคับบัญชาที่คาดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องราวใหญ่โตแบบนี้และขอบคุณที่ได้ให้การต้อนรับอย่างดีด้วย
ทางด้านนายเจริญศักดิ์ได้กล่าวอีกว่า การที่เพจดังกล่าวโพสต์เรื่องราวที่ไม่ค่อยจริง ทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งการกีดกันที่ไม่ยอมให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าพบน้องชาย พร้อมกับได้มาขอถ่ายรูปหน้าค่ายทหารพาไปสถานีตำรวจ รวมทั้งยังจะไม่ยอมให้ตนเองกลับบ้านที่ จ.อ่างทอง โดยจะพาไปพักที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง แต่ครอบครัวตนเองได้ปฏิเสธไปก็ไม่ทราบว่ามีจุดประสงค์อะไร โดยตอนนี้ตนเองก็จะไม่รับโทรศัพท์จากผู้หญิงคนดังกล่าวแล้ว ขณะเดียวกันน้องชายตนเองได้มีการโพสต์ข้อความขอโทษเกี่ยวกับที่ส่งภาพและข้อความลงในเพจว่าเป็นความผิดพลาดที่เข้าใจกันผิดก็ถูกประมาณอีกด้วย จนน้องชายตนเองต้องลบข้อความดังกล่าวออก จึงอยากฝากว่าเพจดังกล่าวว่าควรจะโพสต์แต่ความจริงจะดีกว่า

