เมื่อเวลา 14.30น. วันที่ 10 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกิดเหตุไฟไหม้ป่าข้างๆ วัดพระธาตุดอยคำ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทางด้านทิศเหนือซึ่งส่วนใหญ่เป็นกุฎิสงฆ์หลังเล็กๆ จำนวนหลายหลัง สร้างความแตกตื่นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางขึ้นมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันนำน้ำมาฉีดสกัดการลุกลาม รวมทั้งประสานเฮลิคอปเตอร์จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนำกระเช้าบรรทุกน้ำเข้าไปสกัดไฟที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามาติดตัวอาคารของวัด
นายอัมพร ปานมงคล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เปิดเผยว่า วันนี้เจ้าหน้าที่ไฟป่าได้รับแจ้งการเกิดไฟไหม้ป่าใน 4 พื้นที่ เรียกว่ารอบเขตอุทยานฯ เลยทีเดียว ทั้งบริเวณใกล้น้ำตกแม่สา อ.แม่ริม บริเวณใต้ป่าผาดำ อ.หางดง จุดนี้ควันขึ้น 4 จุด ซึ่งไกลจากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์มาก ไม่ต้องเป็นห่วง บริเวณวัดพระธาตุดอยคำ อ.เมือง และบริเวณวัดป่าธรรมชาติ อ.หางดง เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดับไฟกันอย่างเต็มความสามารถ สิ่งที่อยากขอร้องคือ อย่าเข้ามาจุดไฟเลยครับ สงสารระบบนิเวศของผืนป่า และสัตว์ป่าที่ต้องสูญเสียไปกับฝีมือมนุษย์

ด้านนายนพกร วัฒนสัตยะ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 พร้อมด้วย พ.ต.ท.สมยศ วังเวียง สารวัตรสอบสวน สภ.ช้างเผือก เดินทางเข้าพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่สถานีดับไฟป่าเชียงใหม่ เห็นกลุ่มควันไฟครั้งแรก เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และเดินทางเข้ามาดับไฟที่ลุกไหม้จากการเผาพร้อมกัน 4 จุด ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ติดกับนาไร่หลวง (สวนลิ้นจี่) บ้านขุนช่างเคียน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง เชียงใหม่ โดยไม่พบตัวผู้ก่อเหตุ จนกระทั่งไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็วตลอดทั้งคืน สร้างความเสียหาย 290 ไร่
ทั้งนี้เบื้องต้นจากการตรวจสอบคาดว่าผู้ก่อเหตุเผาป่าทั้ง 4 จุด เป็นกลุ่มเดียวกัน และเข้ามาเผาป่าเพื่อหาของป่า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก จะนำข้อมูลภาคพื้นไปรวมกับตำรวจพิสูจน์หลักฐานที่ขึ้นเก็บภาพถ่ายทางอากาศ มาเป็นหลักฐานประกอบสำนวนคดี พร้อมส่งชุดสืบสวนสอบสวนลงพื้นที่หาข่าวและข้อมูลสืบหาตัวผู้ก่อเหตุเผาป่ามาดำเนินคดีตามกฏหมายให้ได้ แม้ว่าแนวทางการสืบสวนของคดีนี้จะค่อนข้างลำบากก็ตาม
อย่างไรก็ตามนายนพกร ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากไฟป่าในครั้งนี้ ประเมินมูลค่าสูงถึงไร่ละ 1 ล้าน ที่สำคัญคือทำลายระบบนิเวศของผืนป่าอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อย่างหนัก และต้องใช้เวลานานกว่า 6-7 ปี ที่ผืนป่าจะฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ และหากเกิดไฟป่าซ้ำในบริเวณเดิม ก็จะส่งผลให้ความเสี่ยงดินสไลด์ได้ในช่วงฤดูฝนได้
ล่าสุดมีรายงานว่า พื้นที่ไฟไหม้กินบริเวณกว้างกว่า 3 ไร่ มีสิ่งก่อสร้างได้รับความเสียหาย ห้องน้ำ 1 ห้อง กุฏิเก่าร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ 1 หลัง และเจ้าหน้าที่สามารถจำกัดวงเพลิงได้แล้วเมื่อเวลา 16.30 น. โดยนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุและบัญชาการดับไฟป่าด้วยตนเอง


